ข่าวประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. วราวุธ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ 5 จังหวัดใต้ ดัน 'ยาง-ฮาลาล-อาหาร' เชื่อมการค้ามาเลเซีย-อาเซียน (ที่มา: มติชนออนไลน์, ประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมกลุ่มย่อยที่ 1 ด้านเศรษฐกิจ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ว่า ได้ประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยมุ่งเปลี่ยนข้อเสนอจากพื้นที่ให้เป็นมาตรการที่ทำได้จริงและสร้างรายได้กลับสู่ประชาชนการพัฒนา 5 จังหวัดต้องใช้พื้นที่เป็นฐาน โดยนำจุดแข็งของแต่ละจังหวัดมาต่อยอดเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำที่เป็นเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อย ไปสู่การแปรรูป การสร้างแบรนด์ มาตรฐาน และตลาด เพื่อให้วัตถุดิบในพื้นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้อยู่ในชุมชนมากขึ้น ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) สะท้อนภาพเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของพื้นที่ยังมีความเหลื่อมกันสูง โดยช่วง 6 เดือนแรก ปี 2569 สตูลมีดัชนีอุตสาหกรรมขยายตัวถึง 26.5% ขณะที่สงขลาขยายตัว 0.3% ยะลา 0.5% ส่วนนราธิวาสหดตัว 1.1% และปัตตานีหดตัว 15.2% ขณะที่ภาคใต้โดยรวมยังหดตัว 2.4% สะท้อนการแก้ปัญหาจำเป็นต้องออกแบบให้ตรงกับศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะผลักดันอุตสาหกรรมที่มีฐานวัตถุดิบและชุมชนรองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ยางพารา อาหารทะเล ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมชีวภาพ และฮาลาล เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมูลค่าสูง เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ พร้อมเชื่อมตลาดมาเลเซีย อาเซียน และตลาดมุสลิม หัวใจคือทำอย่างไรให้ของที่มีอยู่ในพื้นที่ขายได้ราคาดีขึ้น และรายได้ไม่ไหลออกจากพื้นที่ โดยการพัฒนาจะต้องเชื่อมผู้ประกอบการรายใหญ่กับเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร ตั้งแต่การพัฒนามาตรฐาน เทคโนโลยีการแปรรูป ไปจนถึงช่องทางตลาด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกัน รัฐจะเร่งปลดล็อกปัญหาที่เป็นต้นทุนของการลงทุนและการทำธุรกิจ ทั้งขั้นตอนการขออนุญาต กฎระเบียบ การเข้าถึงเทคโนโลยี และปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยใช้ระบบ Single Window และ e-License ลดขั้นตอนการอนุญาต พร้อมส่งเสริมระบบอัตโนมัติและดิจิทัลเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่แข่งขันได้ ข้อเสนอจากพื้นที่ต้องไม่จบเพียงบนโต๊ะประชุม แต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลกับประชาชนจริง เพื่อเป้าหมายคือใช้สงขลาเป็นจุดเชื่อมการค้าและโลจิสติกส์กับมาเลเซียและอาเซียน เชื่อมฐานวัตถุดิบและผู้ประกอบการของสตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสเข้ากับห่วงโซ่การผลิตเดียวกัน ช่วยยกระดับสินค้าจากชุมชน เพิ่มมูลค่าผลผลิตสร้างตลาดใหม่ และทำให้เงินหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

 

นายสรรเพชญ บุญญามณี

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

 

 

2. เร่งปรับปรุงท่าเรือสงขลา สู่ฮับโลจิสติกส์อ่าวไทยตอนล่าง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2569)

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลา เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ ขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ทั้งนี้ ท่าเรือสงขลาเป็นท่าเรือเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เป็นช่องทางการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลา ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ และปริมาณตู้สินค้า รวมทั้งการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดร่องน้ำตื้นเขิน โดยในงบประมาณปี 2570 กระทรวงคมนาคม โดยกรมเจ้าท่า ได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำท่าเรือสงขลา วงเงินงบประมาณ 120 ล้านบาท เพื่อขุดลอกตะกอนดินสะสมประจำปี ปริมาณ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เรือขนส่งสินค้าสามารถเข้า-ออกท่าเรือได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วขึ้น ซึ่งจากเดิมท่าเรือสงขลามีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ยกขนตู้สินค้าและความลึกของร่องน้ำ ทำให้ที่ผ่านมายางพารา จำนวน 2 ล้านตัน คิดเป็น 70% ของผลผลิตต่อปีในภาคใต้ ถูกส่งออกผ่านท่าเรือปีนัง มาเลเซีย โดยไม่ผ่านท่าเรือสงขลา เนื่องจากการส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลาไปต่างประเทศต้องส่งผ่านท่าเรือสิงคโปร์ ทำให้ปัจจุบันการส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลา คิดเป็น 5% ของการส่งออกยางพาราในพื้นที่ภาคใต้

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลาในครั้งนี้ ซึ่งมีการติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่า (Ship to Shore Crane : STS) จำนวน 2 ตัว และการปรับปรุงในส่วนอื่นๆ จะทำให้เรือสินค้าสามารถรับยางพาราจากท่าเรือสงขลาส่งออกโดยตรงไปสู่จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ และทำให้ยางพาราที่ถูกส่งออกผ่านท่าเรือปีนัง มาเลเซีย อย่างน้อย 50% กลับมาส่งออกผ่านท่าเรือสงขลาแทน ส่งผลให้ปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือสงขลาเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านตัน/ปี เป็น 4 ล้านตัน/ปี และตู้สินค้าเพิ่มจาก 150,000 TEU/ปี เป็น 450,000 TEU/ปี ภายใน 5-6 ปี สำหรับโครงการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลา มีแผนเปิดใช้งานในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งจะทำให้ท่าเรือสงขลาสามารถเป็นประตูการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของภาคใต้ สร้างความ เติบโตทางเศรษฐกิจในภาคใต้ มีการพัฒนาอุตสาหกรรม เพิ่มการจ้างงาน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มการส่งออกยางพารา และสินค้าเกษตรแปรรูป รวมทั้งสินค้าอื่นๆ ในส่วนข้อเสนอการขุดลอกร่องน้ำของภาคเอกชนนั้น ได้มอบให้กรมเจ้าท่าจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2570 เพิ่มเติม วงเงินประมาณ 133 ล้านบาท โดยดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน

 

นายภาสกร ชัยรัตน์

รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

3. ไทยเดินเครื่องเปิดดีลรัสเซียดันร่วมมืออุตฯ ป้องกันประเทศ-เหล็ก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2569)

นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้การต้อนรับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะ ในโอกาสที่นำ Mr. Ivan Demchenko ประธานสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย และ Mr. Yuri Prishchepov สมาชิกสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย เข้าพบหารือ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สำหรับการพบปะกันครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและรัสเซีย โดยฝ่ายรัสเซียได้แนะนำ Novastal-M Holding ผู้ผลิตเหล็กทรงยาวรายใหญ่ที่มีเครือข่ายส่งออกครอบคลุมทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ลาติน อเมริกา และแอฟริกา ซึ่งกำลังขยายกำลังผลิตด้วยการสร้างโรงงานใหม่ถึง 2 แห่ง และมองเห็นศักยภาพของตลาดไทยในฐานะประเทศที่มีการบริโภคเหล็กสูง จึงต้องการกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมชูจุดแข็งด้านเทคโนโลยีเหล็กเสริมคอนกรีตที่สามารถต้านทานแรงแผ่นดินไหว ซึ่งบริษัทฯ มีฐานคลังสินค้าในไทยมานานกว่า 10 ปี ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ชี้แจงถึงภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กไทย ทั้งสถานการณ์การ นำเข้าจากต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง และอัตราการใช้กำลังการผลิตในประเทศที่ยังไม่ถึงร้อยละ 30 พร้อมชี้แจงมาตรการดูแลอุตสาหกรรมภายในประเทศ และความคืบหน้าการปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมยังสนใจต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญระดับโลก อาทิ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งฝ่ายรัสเซียตอบรับ และเชิญชวนคณะไทยเยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียโดยตรง เพื่อต่อยอดโอกาสความร่วมมือในอนาคต นอกจากนี้ ฝ่ายรัสเซียยังได้เชิญไทยร่วมงาน Russian-Thai Investment Forum ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยและรัสเซียได้จับคู่ธุรกิจในสาขาก่อสร้างและระบบราง ที่ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังให้ความสนใจ โดยภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน ดร.พจน์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาการค้าระหว่างไทย-รัสเซีย มีมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าตลอดทั้งปี 2569 อาจเพิ่มขึ้นเป็น 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภาคเอกชนไทยเห็นว่าควรเร่งผลักดัน Thai-EAEU FTA เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นระบบ ตลอดจน อำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุนโลจิสติกส์ และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทย กับประเทศสมาชิก EAEU ได้แก่ รัสเซีย อาร์เมเนีย เบลารุส คาซัคสถาน และคีร์กีซสถาน ที่มีประชากรรวม 185 ล้านคน หากไทยผลักดัน Thai-EAEU FTA ให้เกิดขึ้นได้ จะเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการของไทยเข้าถึงตลาดใหม่ และเพิ่มทางเลือกด้านวัตถุดิบ พลังงาน ปุ๋ย และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อภาคการผลิตของไทย

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ผลผลิตอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเดือนก.ค. ขยับขึ้น 0.1% ยอดส่งออกเครื่องผลิตชิปช่วยพยุง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2569)

กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคม 2569 เกือบจะทรงตัว โดยปรับตัวขึ้นเพียง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากยอดส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นถูกหักล้างด้วยการร่วงลงของผลผลิตอุปกรณ์การขนส่ง โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคม ปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันเมื่อเทียบรายเดือน หลังจากที่เพิ่มขึ้น 1.9% ในเดือนมิถุนายน  ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงยังคงการประเมินการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า โดยระบุว่า ผลผลิต “มีความผันผวนอย่างไม่มีทิศทางที่ชัดเจน” ทั้งนี้ กระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุในรายงานเบื้องต้นว่า ดัชนีการผลิตในโรงงานและเหมืองแร่หลังปรับค่าตามฤดูกาลแล้วอยู่ที่ระดับ 104.7 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 ซึ่งอยู่ที่ 100

 

 

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรม 10 ภาคส่วนมีผลผลิตเพิ่มขึ้น นำโดยเครื่องจักรการผลิต ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการส่งออกอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรม 4 ภาคส่วนปรับตัวลดลง ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์การขนส่งที่ไม่รวมยานยนต์ ขณะที่ผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมเครื่องจักรไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านสารสนเทศและการสื่อสาร ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากผลการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้ผลิต ทางกระทรวงคาดการณ์ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัว 6.4% ในเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะหดตัวลง 4.2% ในเดือนกันยายน สำหรับเดือนกรกฎาคม 2569 ดัชนีการส่งออกภาคอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 2.2% สู่ระดับ 103.5 ขณะที่ดัชนีสินค้าคงคลังขยับขึ้น 0.5% แตะที่ระดับ 98.1

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)