ข่าวประจำวันที่ 2 กันยายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. ช่วยรักษาฐานการผลิต-คนไม่ตกงาน (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 2 กันยายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา เห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และจังหวัดสงขลา (เฉพาะอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดต้นทุนการประกอบกิจการ รักษาฐานการผลิต การจ้างงาน และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และโรงงานจำพวกที่ 3 ทุกขนาดในพื้นที่ที่กำหนด โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ทั้งค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ค่าธรรมเนียมการอนุญาตให้ขยายโรงงาน ค่าธรรมเนียมใบแทนใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมการโอนใบอนุญาต รวมถึงค่าธรรมเนียมการแจ้งกรณีได้รับยกเว้นการขยายโรงงานการลดหรือเพิ่มเครื่องจักรที่ไม่เข้าข่ายขยายโรงงาน การเพิ่มเนื้อที่อาคารหรือก่อสร้างอาคารโรงงานเพิ่มขึ้น ตลอดจนค่าธรรมเนียมรายปีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การยกเว้นครั้งนี้เป็นการดำเนินมาตรการต่อเนื่องจากกฎกระทรวงฉบับเดิมที่สิ้นผลใช้บังคับเมื่อ 19 มิถุนายน 2569 จึงกำหนดฉบับใหม่มีผลตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569 เพื่อไม่ให้เกิดช่วงว่าง โดยการยกเว้นค่าธรรมเนียมเป็นการทำต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 มุ่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถรักษากิจการไว้ในพื้นที่ ลดแรงจูงใจในการย้ายฐานการผลิต และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและการขยายกิจการเพิ่มเติม ทั้งนี้ จากข้อมูลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโรงงานจำพวกที่ 3 จำนวน 666 โรงงาน และโรงงานจำพวกที่ 2 จำนวน 17 โรงงาน รวม 683 โรงงาน รัฐสูญเสียรายได้จากการยกเว้น 13.28 ล้านบาท แต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในพื้นที่ที่คุ้มค่ากว่า โดยมาตรการนี้ไม่ได้มองเพียงเรื่องค่าธรรมเนียม แต่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องการช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ มีต้นทุนลดลง และมีความมั่นใจที่จะรักษาหรือขยายการลงทุนในพื้นที่ ซึ่งหมายถึงการรักษางานและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กันไป

 

 

นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์

รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

2. คุมเข้ม 'มาตรฐานโซลาร์' (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 2 กันยายน 2569)

นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ กมอ. มีมติเห็นชอบให้กำหนดสินค้าควบคุมที่เกี่ยวข้องกับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ เพิ่มอีก 2 มาตรฐาน ได้แก่ มอก. 62852-25XX ขั้วต่อสำหรับใช้งานในวงจรไฟฟ้ากระแสตรงในระบบเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งครอบคลุมขั้วต่อที่มีแรงดันไฟฟ้า กระแสตรงที่กำหนดไม่เกิน 1,500 โวลต์ และกระแสไฟฟ้าไม่เกิน 125 เอ ต่อหนึ่งหน้าสัมผัส และ มอก. 61439 เล่ม 8-25XX ชุดประกอบสวิตช์เกียร์และเกียร์ควบคุมไฟฟ้าแรงดันต่ำสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้สำหรับการจ่ายพลังงานไฟฟ้าในระบบไฟฟ้ากระแสตรง มีแรงดันไฟฟ้าด้านเข้าและด้านออกไม่เกิน 1,500 โวลต์ ดีซี เป็นการรองรับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์ รูฟท็อป) โดยก่อนหน้านี้บอร์ดได้อนุมัติให้แผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเป็นสินค้าควบคุมแล้ว 5 มาตรฐาน ได้แก่ เครื่องตัดวงจร ฟิวส์ สายไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอินเวอร์เตอร์ ซึ่งการเพิ่มมาตรฐานขั้วต่อและชุดประกอบสวิตช์เกียร์ฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นการยกระดับความปลอดภัยของระบบโซลาร์เซลล์ให้ครอบคลุมทั้ง ระบบแบบครบวงจร และยังได้มีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์และมาตรฐานวิธีทดสอบ รวม 14 มาตรฐาน เช่น มาตรฐานเถ้าลอยจากถ่านหิน

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า สมอ.จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย คาดว่า มีผลบังคับใช้ภายในเดือนธันวาคม 2569 โดยขั้วต่อโซลาร์เซลล์ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ไปยังอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ หากไม่ได้มาตรฐานจะเกิดความร้อนสะสม ทำให้ขั้วต่อละลาย เกิดประกายไฟ และเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้

 

 

นายสมมาต ขุนเศษฐ

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

3. เทรนด์สุขภาพดันอุตฯ รองเท้าโต 5% (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 2 กันยายน 2569)

นายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมรองเท้าไทยปี 2569 คาดโตประมาณ 5% ใกล้เคียงปี 2568 โดยได้แรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และสงครามการค้า-ความขัดแย้งทางทหารที่ผลักดันแบรนด์ต่างประเทศให้กระจายฐานผลิตมายังประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ซึ่งไทยยังมีจุดแข็งจากทักษะและประสบการณ์ในอุตสาหกรรมรองเท้า แต่ไม่ควรแข่งขันกับจีนและเวียดนามในตลาด Mass Production ควรเน้นผลิตรองเท้ามูลค่าเพิ่มสูง ใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญ ขณะที่แบรนด์ขนาดกลางและกลุ่ม OEM ยังมีโอกาสเพิ่มกำลังผลิตในไทย หากเกิดการย้ายฐานผลิต โดยการนำเข้ารองเท้าขยายตัวเร็วกว่าการผลิตในประเทศ สะท้อนข้อได้เปรียบของจีนและเวียดนามที่มีฐานผลิตขนาดใหญ่และลงทุนเทคโนโลยีได้คุ้มกว่า ขณะที่ไทยยังต้องนำเข้ารองเท้าและชิ้นส่วนบางประเภท โดยเฉพาะพื้นชั้นกลางที่ใช้เทคโนโลยีเฉพาะ ส่วนผลกระทบจากสงครามหลักอยู่ที่ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ทั้งนี้ สำหรับเทรนด์การออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งการวิ่ง วิ่งเทรล เดินป่า ขึ้นเขาและตีกอล์ฟ ส่งผลดีโดยตรงต่อความต้องการรองเท้า เนื่องจากผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติมากขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องปรับสินค้าให้สอดคล้องกับเทรนด์ดังกล่าว โดยเฉพาะรองเท้าไลฟ์สไตล์และคอมฟอร์ต ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคต้องการรองเท้า 1 คู่ที่สามารถใช้ได้หลายกิจกรรม ทั้งวิ่ง เดิน เที่ยว หรือใช้ในชีวิตประจำวัน ต่างจากอดีตที่รองเท้าแต่ละประเภทถูกออกแบบเพื่อการใช้งานเฉพาะด้านที่แยกตามกิจกรรม สู่รองเท้าไลฟ์สไตล์และคอมฟอร์ตที่ใส่ได้ทั้งวิ่ง เดิน เที่ยว และใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ "แพน อีคลิปเทค" ซึ่งได้รับการตอบรับเกินคาด หลังผลิตล็อตแรกในปริมาณจำกัดจนสินค้าไม่พอขาย ต้องเร่งผลิตเพิ่ม สะท้อนโอกาสของตลาดรองเท้าที่ตอบโจทย์การใช้งานหลายรูปแบบ ขณะที่รองเท้าแตะยังเป็นตลาดแมสที่มีวอลุ่มสูง

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมรองเท้าไทยปี 2570 ยังมีโอกาสโตต่อเนื่อง หากสถานการณ์โลกคลี่คลาย มีโอกาสขยายตัวถึง 10% คาดโตอย่างน้อย 4-5% หลังอุตสาหกรรมฟ้นตัวต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยการย้ายฐานผลิตจากความขัดแย้งทางการค้าอาจเป็นโอกาสของไทย หากเตรียมความพร้อมรองรับการลงทุน โดยภาพรวมของประเทศไทย ผมมั่นใจว่าอุตสาหกรรมรองเท้าเราจะขยับ พูดได้ว่าไม่ทรุด แต่จะโตไม่มาก ต้องรอสถานการณ์โลก ซึ่งไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากไทยสามารถเชื่อมโยงได้ทั้งตะวันตกและตะวันออก โดยไม่ควรแสดงท่าทีฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันต้องติดตามผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการ 301 ที่ส่งผลให้ไทยมีภาระเพิ่มขึ้นอีก 12.5%

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. บริษัทญี่ปุ่นเร่งลงทุน รับกำไรพุ่ง หนุนคาดการณ์ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 2 กันยายน 2569)

กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านทุน (Capex) ซึ่งไม่รวมซอฟต์แวร์ เพิ่มขึ้น 2.9% ในช่วงไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายไตรมาส ขณะที่การลงทุนรวมซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบรายปี สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะหดตัว ขณะเดียวกัน ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น 5.9% เมื่อเทียบรายปี ส่วนกำไรปัจจุบันพุ่งขึ้น 24.6% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมาก โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทญี่ปุ่นยังสามารถรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ค่อนข้างดี และอาจนำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ซึ่งจะมีการประกาศตัวเลขฉบับสมบูรณ์ในวันที่ 8 กันยายน 2569 นอกจากนี้ การลงทุนของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นยังสอดคล้องกับผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (ทังกัน) ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม โดยบริษัทขนาดใหญ่คาดว่าการลงทุนจะเพิ่มขึ้น 11.5% ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคมปีหน้า เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 3.3%

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวอาจช่วยสนับสนุนแนวทางของ BOJ ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ โดยตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 18 กันยายน 2569

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)