ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. "วราวุธ" มอบนโยบาย กพร. แนะต้องมองการบริหารจัดการแร่สำคัญอย่างครบวงจร เพิ่มมูลค่า ต่อยอดเทคโนโลยีรีไซเคิลรองรับ Urban Mining (ที่มา: บ้านเมืองออนไลน์, ประจำวันที่ 3 กันยายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหาร ตรวจเยี่ยมกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อมอบนโยบายสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบของประเทศ ขับเคลื่อนโครงการเหมืองแร่โพแทชดันห่วงโซ่อุปทานแร่ยุทธศาสตร์และแร่สำคัญ (Critical Minerals) รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเดินหน้าพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีรีไซเคิลสู่ Urban Mining สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กพร. มีภารกิจหลักในการบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งวัตถุดิบจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Primary Raw Materials) และวัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลขยะหรือของเสีย (Secondary Raw Materials) ซึ่งถือเป็นต้นน้ำสำคัญของภาคการผลิตและมีบทบาทโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันด้านทรัพยากร และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ซึ่งทางกพร. ขับเคลื่อนโครงการเหมืองแร่โพแทชที่เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมปุ๋ยให้สามารถเดินหน้าได้อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว ภายใต้กรอบกฎหมาย การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ทรัพยากรที่ประเทศมีอยู่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ และสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ขณะเดียวกันกพร.ได้ให้ความสำคัญกับการผลักดันห่วงโซ่อุปทานแร่ยุทธศาสตร์และแร่สำคัญ (Critical Minerals) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง กพร.ต้องมองการบริหารจัดการแร่สำคัญอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประเมินศักยภาพทรัพยากร การพัฒนาแหล่งแร่ การแยกและสกัด การสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ พร้อมสร้างความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก
อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือ การพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีรีไซเคิลเพื่อรองรับ Urban Mining โดยนำขยะ ของเสีย และผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งานกลับมาเป็นแหล่งวัตถุดิบใหม่ ผ่านการคัดแยก แปรรูป และสกัดวัสดุที่มีคุณค่าให้กลับเข้าสู่กระบวนการผลิตอีกครั้ง เพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดปริมาณของเสีย ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมุ่งผลักดันผลงานวิจัยและเทคโนโลยีรีไซเคิลของ กพร. ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และขยายผลในระดับอุตสาหกรรม ทั้งนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่และวัตถุดิบในอนาคตจะต้องดำเนินควบคู่กับแนวคิด Green Mining และหลัก ESG: Environment, Social and Governance โดยคำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลชุมชนและคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาทรัพยากรสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
2. ลุ้นส่งออกไทยปีนี้ทะลุ 12 ล้านล้าน (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 3 กันยายน 2569)
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออกสินค้าไทยช่วงครึ่งหลังปี 2569 ว่า คาดจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง แม้การเติบโตอาจชะลอลงจากช่วงครึ่งปีแรก ที่ขยายตัว 17.6% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2568 มูลค่า 196,741.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพราะแรงเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าของประเทศคู่ค้าทยอยลดลง โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ปรับคาดการณ์การส่งออกสินค้าไทยปี 2569 เป็นขยายตัวได้ 8-11% เทียบปี 2568 มีค่ากลาง 8% คิดเป็นมูลค่า 357,244.1-377,658.1 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 12.1 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับสาเหตุที่คาดการณ์การส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวได้ 8-11% ว่ามาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การขยายตัวของการลงทุน Data Center และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก ที่ทำให้ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งไทยมีศักยภาพผลิตและส่งออกสินค้ากลุ่มนี้มาก สอดคล้องกับกิจกรรมภาคการผลิตโลกที่กลับมาฟื้นตัวรอบ 4 ปี โดยดัชนีฝ่ายจัดซื้อ (PMI)อยู่ที่ระดับ 52.6 ทำให้ความต้องการนำเข้ามากขึ้นรวมถึงการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการขยายตลาดส่งออกไปตลาดศักยภาพใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลัก ขณะเดียวกัน การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่แม้ยังไม่ยุติแต่ผ่อนคลายมากขึ้นช่วยให้ต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ลดลง, มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้า อาจส่งผลกระทบไม่รุนแรง โดยจะกระทบกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมบางส่วนแต่ไม่กระทบวัตถุดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ค่าเงินบาทอ่อนค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาให้กับสินค้าไทย
อย่างไรก็ตาม กรมยังเร่งรัดผลักดันการส่งออกสินค้าไทยทุกช่องทางตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยช่วงครึ่งหลังนี้มีแผนงาน/กิจกรรมที่จะดำเนินการไม่น้อยกว่า 290 กิจกรรม ทั้งการจัดคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์เยือนประเทศเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและกระชับความสัมพันธ์ เปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยเชิงรุก, จัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาธุรกิจในประเทศเป้าหมาย, จัดงานแสดงสินค้าและบริการไทย ทั้งในและต่างประเทศ, พาผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ, กิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านห้างค้าปลีกสมัยใหม่และแพลตฟอร์มออนไลน์, บ่มเพาะ SMEs ให้สามารถส่งออกได้ ฯลฯ แต่ทั้งนี้ ยังต้องระวังความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่ยุติ, ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าประเทศเศรษฐกิจหลัก, มาตรการกีดกันทางการค้า, ความผันผวนของราคาพลังงานและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตห่วงโซ่อุปทาน และการส่งออกของไทย
นายผยง ศรีวณิช
ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย
3. ชี้ห่วงเหลื่อมล้ำเอสเอ็มอีสูง กกร.เผยศก.สดใสเพิ่มจีดีพี (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 3 กันยายน 2569)
นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่า กกร. ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12-16% จากเดิม 8-10% และปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เป็น 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงกว่าคาด โดยแรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนสู่เศรษฐกิจในประเทศลดลงอย่างชัดเจน โดยในอดีตการส่งออกที่เติบโตเฉลี่ยราว 14% และการลงทุนที่เติบโต 10% เคยสอดคล้องกับจีดีพีที่ขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 6-7% สะท้อนว่าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้น้อยลง จากการพึ่งพาอิมพอร์ต คอนเทนต์ที่สูง ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต
อย่างไรก็ตาม กกร. มองว่า การยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อให้เข้าใจการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในลักษณะเค-เชฟ อีโคโนมีเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งการเจาะลึกข้อมูลด้านการส่งออก การผลิต และข้อมูลงบการเงิน ภาคธุรกิจ โดยพบว่า เค ขาบน กระจุกตัวในธุรกิจนิว-อีโคโนมี ที่ได้อานิสงส์จากดิจิทัล และเอไอ เช่น คอมพิวเตอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจีน สหรัฐ และสิงคโปร์ ขณะที่เค ขาล่าง เป็นธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าต่างประเทศ เช่น ยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
ข่าวต่างประเทศ
4. S&P Global เผย PMI ภาคบริการจีนเดือนส.ค.โตเกินคาด แม้ดีมานด์ชะลอตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 3 กันยายน 2569)
S&P Global เปิดเผยผลสำรวจว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของจีน หรือ Rating Dog China Services PMI เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 51.4 ในเดือนสิงหาคม 2569 จากระดับ 50.4 ในเดือนกรกฎาคม และแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 50.6 โดยดัชนีที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ว่าภาคบริการของจีนมีการขยายตัว แม้อุปสงค์ภายในประเทศส่งสัญญาณอ่อนแอลงก็ตาม ทั้งนี้ ทางด้านเหยา อวี้ ผู้ก่อตั้ง Rating Dog กล่าวว่า ในภาพรวมนั้น ภาคบริการของจีนฟื้นตัวเล็กน้อยในเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมกับคาดการณ์ว่าดัชนี PMI ภาคบริการจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องในระยะใกล้นี้ โดยข้อมูลดังกล่าวออกมาสวนทางกับที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ว่า ดัชนี PMI นอกภาคการผลิต ซึ่งรวมถึงกิจกรรมในภาคการก่อสร้างและการบริการ อยู่ที่ระดับ 49 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับของเดือนกรกฎาคม โดยดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ถึงภาวะหดตัว และเป็นการหดตัวติดต่อกันเดือนที่สอง
อย่างไรก็ตาม การสำรวจของภาคเอกชนและสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนครอบคลุมขนาดของกลุ่มตัวอย่างและประเภทธุรกิจที่แตกต่างกัน โดยรายงานของ Rating Dog จะเน้นไปที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นหลัก
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)