ข่าวประจำวันที่ 4 กันยายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกล

นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

1. นายกฯ ชูโมเดล 'พันธมิตร' ดึงเงินลงทุน (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 4กันยายน 2569)

นายอนุทิน ชาญวีรกล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาจกถาพิเศษหัวข้อ "Thailand's Offer to the World' ในงาน The Bangkok Business Summit 2026 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า ไทยพร้อมยกระดับจากการเป็นเพียงฐานการผลิตและตลาดสู่การเป็น "พันธมิตร" ของนักลงทุนทั่วโลกเพื่อร่วมสร้างอุตสาหกรรมแห้งอนาคต โดยไทยมีจุดแข็งจากฐานอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทานครบวงจรนักลงทุนที่เข้ามาประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ เพราะไทยมีทังคลัสเตอร์อุตสาหกรรม แรงงานมีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ และระบบสนับสนุนพร้อมรองรับ รวมทั้งมีความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลง 4 ด้าน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศและโครงสร้างประชากร ไทยต้องเร่งสร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้และมีภูมิคุ้มกัน เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการพัฒนา "Longevity Economy" ขณะรัฐบาลอยู่ระหว่างทบทวนกฎและระเบียบลำดับรองกว่า 7,000 ฉบับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนต่างชาติในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Bargkok Business Summit 2026 ในหัวข้อ "การปลดล็อกเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของภูมิภาค ด้วยขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย" ว่า ไทยต้องผลักดันอาเซียนสู่เครือข่าย "Trusted Connector" เพื่อรับมือเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั่วและใช้จุดแข็งของภูมิภาคสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ สำหรับไทย "New Horizon" ต้องไม่ใช่แค่การเพิ่มเงินลงทุนแต่ต้องเชื่อมโยงดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมขั้นสูงโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ต้องเร่งสร้างความยืดหยุ่น รองรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วย 4 เทรนด์ คือ 1. ภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษจศาสตร์ต้องเร่งสร้างความร่วมมือรัฐ-อกชน และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ 2. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ไทยและอาเซียนต้องเร่งให้ SMEs และประชาชนเข้าถึง AI อย่างทั่วถึง พร้อมเร่งพัฒนาทักษะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลภูมิภาค 3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เร่งให้อาเซียนปรับระบบพลังงาน โดยผลักดัน ASEAN Power Grid เชื่อมโยงพลังงาน เสริมความมั่นคงภูมิภาค และ 4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยสร้างเปลี่ยนเป็นโอกาสผ่าน ธุรกิจสุขภาพ เวลเนส อาหารสุขภาพ และยา เป็นต้น

 

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

2. "วราวุธ" ชู SEP คู่ AI² ดัน อุตสาหกรรมไทย ฝ่าเศรษฐกิจ K-Shaped (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 4 กันยายน 2569)     

 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน The Bangkok Business Summit: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN ว่า โลกกำลังเผชิญความผันผวนเชิงโครงสร้าง ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงประชากร และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งโลกและไทยตกอยู่ในสภาพ K-Shaped โดยขาบนของตัว K คือ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนใหญ่ลงทุนโดยบริษัทข้ามชาติ ทำให้เห็นภาพว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในขณะที่ขาล่างของตัว K คือเอสเอ็มอี (SME) ห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น เกษตรกร และแรงงานจำนวนมากที่ยังเปราะบางและเติบโตไม่ทัน ซึ่งหากปล่อยให้ขาทั้งสองของตัว K ห่างออกจากันไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงวางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) เป็นเข็มทิศในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย โดยนำหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน มาประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนจากการเติบโต โดยไม่คำนึงถึงต้นทุน ไปสู่การเติบโตที่สมดุล แข่งขันได้ และมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวน ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ คือ มาตรฐาน มอก. 9999 ซึ่งนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการบริหารองค์กร โดยมุ่งสร้างธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความอยู่รอดระยะยาว การสร้างคุณค่าอย่างมั่นคง ธรรมาภิบาล และความยืดหยุ่น สอดคล้องกับหลักการสากลในการทำธุรกิจที่เติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งได้กลายมาเป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางการค้าในตลาดโลก ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ส่งเสริมให้มีการใช้ มอก. 9999 ในเอสเอ็มอีด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้ สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมไทย ได้เสนอกรอบยุทธศาสตร์ “AI²” หรือ 2 เครื่องยนต์ใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมขั้นสูง (Advanced Industry) และอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ (Agriculture Industry) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งด้านการเติบโตและการกระจายโอกาส ซึ่ง AI ตัวแรก คือ Advanced Industry ครอบคลุม AI ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยไทยต้องใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศและพันธมิตรระดับโลกเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม ส่วน AI ตัวที่สอง คือ Agriculture Industry จะทำหน้าที่เป็นสะพานยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและกลุ่มที่อยู่ขาล่างของตัว K โดยเปลี่ยนเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (Agri-Food) และเทคโนโลยีการเกษตร (Agri-Tech) มูลค่าสูง ผ่านเทคโนโลยีชีวภาพ อาหารแห่งอนาคต สารทางการแพทย์ เกษตรแม่นยำ การแปรรูปอาหารขั้นสูง และการผลิตอัจฉริยะ

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน AI² ยังสอดคล้องกับแนวทางของธนาคารโลกที่เสนอให้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านจากการผลิตต้นทุนต่ำ มูลค่าต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสีเขียว อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เทคโนโลยีขั้นสูง และเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้คนไทยสามารถก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งเราไม่สามารถสร้างอนาคตประเทศไทยได้ หากทิ้งพี่น้องคนไทยอีกหลายคนไว้ข้างหลัง ดังนั้น การยกระดับและพัฒนาทักษะแรงงานไม่ใช่เพียงนโยบายด้านแรงงาน แต่เป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สำหรับเป้าหมายของอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ไม่ใช่เพียงทำให้ประเทศเติบโต แต่ต้องทำให้คนไทยทุกคนมีโอกาสเติบโตไปพร้อมๆ กัน โดยภาครัฐไม่สามารถขับเคลื่อนเพียงลำพัง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากนักลงทุน ผู้นำอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และพันธมิตรต่างประเทศในการลงทุนกับคน การพัฒนาทักษะการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อดึงเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกให้ได้

 

นายศุภกร สิทธิไชย

รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือดีป้า

 

3. ดิจิทัลคอนเทนต์มูลค่าพุ่ง 6 หมื่นล. (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 4 กันยายน 2569)

นายศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือดีป้า เปิดเผยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนตีไทยใน 3 ปี จะเติบโตต่อเนื่องมีมูลค่ารวม 57,513 ล้านบาทในปี 2569 และ 60,187 ล้านบาทในปี 2570 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 63,168 ล้านบาทในปี 2571 จากปี 2568 ที่มีมูลค่า 53,417 ล้านบาท ขยายตัว 6% จากปี 2567 เนื่องจากฐานการบริโภคในประเทศโตตัวต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมดาแร็กเตอร์มูลค่าเพิ่มขึ้น 4 เท่าในช่วง 2 ปี จากกำลังซื่ออาร์ตทอยของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติและยังมีการขยายตัวของแพลตฟอร์มพีซี การกลับมาของงานรับจ้างผลิต รวมถึงความพร้อมของเวทีธุรกิจระดับภูมิภาคที่ไทยเป็นเจ้าภาพ และกลไกเชิงนโยบายอย่าง ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม ซึ่งกำลังจะมีผลบังคับใช้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์แนวโน้มดังกล่าวมีการเติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี ต่ำกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 2562-2568 ค่อนข้างมาก สะท้อนว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยกำลังเข้าสู่ระยะเติบโตแบบปกติ หลังจากช่วงโควิด-19

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. แบงก์ชาติมาเลเซียคงดอกเบี้ยที่ 2.75% ตามคาด เหตุเศรษฐกิจยังแกร่ง-เงินเฟ้อต่ำ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 4 กันยายน 2569)

ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) เปิดเผยว่า ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เนื่องจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำช่วยให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายของ BNM สามารถคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม โดย BNM ได้ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับดังกล่าวนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ทั้งนี้ BNM ระบุในแถลงการณ์ว่า ดัชนีชี้วัดล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกมีการเติบโตที่ยืดหยุ่น โดยได้ปัจจัยหนุนจากการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคเทคโนโลยีทั่วโลก รวมทั้งภาวะอุปทานที่ปรับตัวดีขึ้น และตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจมาเลเซียขยายตัว 6% ในไตรมาส 2/2569 เมื่อเทียบรายปี โดยเร่งตัวขึ้นจากระดับ 5.4% ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวได้รับปัจจัยหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่งและอุปสงค์ภายในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของยอดส่งออกสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ การบริการ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)