ข่าวประจำวันที่ 7 กันยายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

 

1. ยก 3 ข้อหนุนไทย 'ศูนย์กลางอุตฯ ไม้' เอเชีย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 7 กันยายน 2569

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงาน Wood Economic Forum 1.0 ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมสีเขียว นวัตกรรมโลกจึงหันเข้าหาการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ ซึ่ง "ไม้" คือ หนึ่งในทรัพยากรทรงคุณค่าที่สุด ไทยจึงควรนำเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อพลิกบทบาทของไม้ในระบบเศรษฐกิจยั่งยืน ไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ส่งออกไม้ท่อน แต่ต้องส่งออกผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม และดีไซน์สู่สากล โดยไทยพร้อมที่จะเป็น "ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้แห่งเอเชีย" ด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. ความอุดมสมบูรณ์ทางเกษตรกรรม ไทยเป็นผู้นำการผลิตยางพาราของโลก ไม้ยางพาราถือเป็น "ทองคำขาว" ที่ได้จากผลพลอยได้ของรอบการปลูก เมื่อหมดอายุการกรีดยาง ต้นไม้จะถูกตัดและปลูกทดแทน ซึ่งสร้างห่วงโซ่อุปทาน เป็นวงจรหมุนเวียน ไม่ทำลายป่าธรรมชาติ ช่วยสนับสนุนรายได้เกษตรกรในท้องถิ่น 2. ชัยภูมิเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยตำแหน่งใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมต่อกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ท่าเรือน้ำลึก และระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุม ทำให้ไทยพร้อมที่จะเพิ่มมูลค่า และส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้คุณภาพสูงสู่ตลาดโลก และ 3. ทุนมนุษย์ ช่างฝีมือของไทยมีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมออกแบบ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านด้านนายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตยางพาราของโลก แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่าไม้เท่านั้น แต่ต้องสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่ม ซึ่งตอนนี้มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆที่สามารถแปรรูปได้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น ไผ่ ที่เติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศของไทย เดิมมักนำมาผลิตเฟอร์นิเจอร์ แต่เมื่อมีการพัฒนานำมาอบจนแห้ง แล้วเติมสารเคลือบเพิ่มความแข็งแรงก็สามารถนำมาผลิตเป็นแผ่นไม้ที่ใช้สร้างบ้านได้ ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับไม้ไผ่ สร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมไม้ของไทย และเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้ผู้เพาะปลูกได้ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก ทั้งกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อม มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ทำให้การผลักดันอุตสาหกรรมไม้ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ยืนยันว่ากระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไม้ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของไทย

 

นายลวรณ แสงสนิท

ปลัดกระทรวงการคลัง

 

 

2. เลื่อนถกบอร์ดอีวี 10 ก.ย.-สอท.ดันภาษีนำเข้า 50% (ที่มา: ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 7 กันยายน 2569)

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เลื่อนกำหนดการประชุม จากเดิมวันที่ 7 กันยายน ไปเป็นวันที่ 10 กันยายน 2569 เพื่อหารือถึงทิศทาง (Direction) และกรอบหลักการเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยโดยการประชุมครั้งนี้ จะมุ่งเน้นการกำหนดหลักการเชิงโครงสร้างที่สำคัญ และการจัดกลุ่มประเภทของยานยนต์ไฟฟ้า ระหว่างกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้านำเข้าทั้งคัน และกลุ่มผู้ประกอบการที่มีฐานโรงงานผลิตจริงตั้งอยู่ในประเทศ ให้มีความชัดเจน เพื่อวางกรอบเงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ในการสนับสนุนให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ทั้งนี้ ในการประชุมจะไม่มีการลงลึกถึงรายละเอียดตัวเลขการปรับขึ้น หรือลดอัตราภาษีสรรพสามิต เนื่องจากกระทรวงการคลังจะไม่นำเรื่องภาษีไปเจรจาต่อรองในที่ประชุมใดเป็นการเฉพาะ และประเด็นเรื่องเกณฑ์โควตาการนำเข้ายานยนต์ EV จะยังไม่มีการหารือ และลงรายละเอียดข้อสรุปจนกว่าจะได้รับมอบนโยบายที่ชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อเสนอจากภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถ EV ที่นำเข้าทั้งคันเป็น 32-50% จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ที่อัตรา 10% เมื่อเทียบกับรถ EV ที่ผลิตในประเทศที่เสียภาษีอยู่ที่อัตรา 2% เพื่อปรับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสม และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศ นอกจากนี้ ฝั่งผู้ประกอบการค่ายยานยนต์จะต้องติดตามข้อสรุปของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพราะหากตัดสินใจปรับโครงสร้างภาษีตามข้อเสนอจริง ทางภาคเอกชนต้องวางกรอบระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านให้ทันท่วงที เพื่อให้สามารถปรับตัวรับมือได้ทัน ทั้งในด้านการบริหารต้นทุน โครงสร้างราคาจำหน่าย และแผนการตลาด

 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)

 

 

3. ไทยส่งออกผลไม้ไปจีน 7 เดือนกว่า 5.2 พันล้านดอลลาร์ พาณิชย์ เร่งต่อยอดตลาดใหม่ (ที่มา: ประชาชารติธุรกิจ, ประจำวันที่ 7กันยายน 2569)

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมงาน Shuangrun Agricultural Mall Investment Promotion Conference ณ ศูนย์การค้าเกษตรซวงรุ่น เมืองยุ่นเฉิง มณฑลซานซี สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือทางการค้าระดับมณฑล เพื่อเชื่อมจุดแข็งของแต่ละพื้นที่และต่อยอดโอกาสทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยการเดินทางครั้งนี้มีนายกร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน และนายปรัตถกร แท่นมณี อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ร่วมคณะ นางสาวสุนันทากล่าวว่า เมืองยุ่นเฉิงเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรและแหล่งผลิตผลไม้เมืองหนาวสำคัญในเขตสามเหลี่ยมทองคำแม่น้ำฮวงโห ขณะที่ศูนย์การค้าเกษตรซวงรุ่นมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ ศูนย์ทดสอบคุณภาพ และศูนย์บ่มเพาะธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมตลาด 3 มณฑล ได้แก่ ซานซี ส่านซี และเหอหนาน รองรับฐานผู้บริโภคมากกว่า 171 ล้านคน จึงมีศักยภาพเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการกระจายสินค้าเกษตรและผลไม้เมืองร้อนคุณภาพสูงจากไทยเข้าสู่จีนภาคเหนือตอนใน ทั้งนี้ ไทยในฐานะ “ครัวของโลก” มีศักยภาพสูงด้านสินค้าเกษตร โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกผลไม้สด แช่เย็น และแช่แข็งไปจีนเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่ากว่า 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินค้าหลัก ได้แก่ ทุเรียน มากกว่า 1.1 ล้านตัน และมังคุดมากกว่า 169,000 ตัน การเข้าร่วมงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการเชื่อมผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรจีน และผลักดันการค้าสองทาง หรือ Two-way Trade ทั้งการนำเข้าผลไม้เมืองร้อนจากไทย และการส่งออกผลไม้เมืองหนาวจากจีน
 

อย่างไรก็ดี ภายในงานยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้าสินค้าเกษตรสองทางระหว่างไทย-จีน หรือ Sino-Thai Agricultural Product Bilateral Trade Strategic MOU ของภาคเอกชน ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายคัดสรรและผลักดันผลไม้เกรดพรีเมียมจากสวนไทยส่งตรงถึงผู้บริโภคชาวจีน และสร้างความร่วมมือทางการค้าระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้ง คณะผู้บริหารยังได้เยี่ยมชมโซนจัดแสดงผลไม้ไทย ซึ่งนำเสนอผลไม้ 5 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด มะพร้าว และส้มโอ พร้อมพบปะผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้า เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและต่อยอดการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในระยะยาว นอกจากนี้ DITP ยังนำสื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยหลายรูปแบบไปเผยแพร่ภายในงาน เช่น วิดีโอทุเรียนไทยโดย “น้องซันนี่ เกวลิน” และถุงผ้าสำหรับใส่ผลไม้ เพื่อช่วยสร้างการรับรู้และสนับสนุนการเชื่อมโยงภาคเอกชนไทย-จีนอย่างต่อเนื่อง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เกาหลีใต้ส่งออกทุบสถิติ รับดีมานด์เซมิคอนดักเตอร์พุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 7 กันยายน 2569)

สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้ เปิดเผยการคาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกของประเทศจะเพิ่มขึ้นแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในต้นเดือนธันวาคม 2569 หากเป็นไปตามคาด โดยเกาหลีใต้จะกลายเป็นประเทศที่ 4 ของโลกที่มียอดส่งออกแตะระดับดังกล่าว ต่อจากสหรัฐฯ จีน และเยอรมนี ซึ่งแรงส่งสำคัญมาจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ โดยในช่วงเดือนมกราคม - สิงหาคม 2569 การส่งออกชิปเพิ่มขึ้น 169.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 2.81 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 41% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของเกาหลีใต้ ทั้งนี้ เกาหลีใต้เป็นฐานการผลิตของ Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก โดยทั้งสองบริษัทได้รับประโยชน์จากราคาชิปที่เพิ่มขึ้น หลังการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขยายตัวอย่างมาก ทำให้ความต้องการชิปเพิ่มขึ้นและส่งผลให้อุปทานอยู่ในภาวะตึงตัว

อย่างไรก็ตาม การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งสวนทางกับภาคยานยนต์ โดยการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของเกาหลีใต้ ลดลง 4% ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ด้านตลาดส่งออกสำคัญก็ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยการส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 76% ในช่วงเดือนมกราคม - สิงหาคม 2569 ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 57% ทั้งนี้ การส่งออกยังคงมีแรงส่งที่แข็งแกร่ง แม้เผชิญกับการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น การปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่อภาคการส่งออกของเกาหลีใต้ โดยปัจจุบันชิปคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 5 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)