ข่าวประจำวันที่ 8 กันยายน 2569

ข่าวในประเทศ

นางดวงดาว ขาวเจริญ

รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. "กระทรวงอุตฯ" ปิดหลักสูตร AI Marketing มอบรางวัล 10 Super MIND STAR ดันจับคู่ธุรกิจทะลุ 10 ล้าน (ที่มา: เว็บไซต์สยามรัฐ, ประจำวันที่ 8 กันยายน 2569) 

นางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการยกระดับศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจสู่สากล หลักสูตร "AI Marketing for SME Transformation" กิจกรรมเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Business Networking) โครงการปั้นผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งจัดขึ้นโดยกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ห้องแกรน์พาลาโซ โรงแรมเดอะพาลาโซ กรุงเทพฯ โดยภายในงานได้มอบใบประกาศเกียรติคุณโล่รางวัลและเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ โดยมีการมอยโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ "สุดยอดผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมคู่ชุมชน (Super MIND STAR)" จำนวนทั้งสิ้น 10 กิจการ เพื่อแสดงความยินดีและมอบนโยบายในการขับเคลื่อนธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมไทยเติบโตและยั่งยืนเคียงคู่ชุมชน ซึ่งการอบรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สำคัญในการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ในการตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่ม การขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ตลอดจนการเปิดโอกาสสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ยังได้รับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในปัจจุบัน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ประกอบการทุกท่านจะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการอบรมตลอดทั้ง 3 วัน ไปต่อยอดให้เกิดโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปลงมือทำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความแตกต่างให้สินค้านำพาธุรกิจไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนควบคู่ไปกับชุมชน

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

 

2. กางแผน 4 ค่ายรถ ตอกย้ำ 'ญี่ปุ่น' ปักหลักลงทุนไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 8 กันยายน 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมายาวนาน แต่ปัจจุบันการลงทุนของญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน เน้นลงทุนยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ รวมถึงต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก ซึ่งตัวเลขการลงทุนของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยปี 2568 ญี่ปุ่นยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 302 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อน สอดคล้องกับผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ครึ่งแรกปี 2569 พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในไทย โดย 23% มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่ 48% คาดว่าจะรักษาระดับการลงทุนเดิมไว้ ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านโครงการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น "อีซูซุ" ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในไทยด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐาน Euro 6, "มาสด้า" ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงงานให้รองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่แบบ MHEV โดยมาสด้าเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลัก เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกไปยังญี่ปุ่นและอาเซียน "มิตซูบิชิ มอเตอร์ส" ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและประกาศแผนลงทุนในไทยเพิ่มเติม 16,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า พร้อมใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ All New Pajero เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกทั่วโลก และ "ฮอนด้า" ประกาศเตรียมลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ 2 รุ่น ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวนอกญี่ปุ่นที่ฮอนด้าผลิตรถยนต์รวม 8 รุ่น แสดงให้เห็นว่าไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังขยับไปสู่ชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ เช่น บริษัท แอสเตโม ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตอุปกรณ์สำคัญในระบบควบคุมและแปลงกำลังไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ไฟฟ้า (PCU Inverter) เป็นต้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโรงงาน รถยนต์รุ่นใหม่ ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และขยายการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและมีมูลค่าเพิ่มสูงอีกหลายอุตสาหกรรม รวมถึงในกลุ่มเกษตรและอาหารอีกด้วย โดยล่าสุดครึ่งแรกปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 123 โครงการ มูลค่า 32,790 ล้านบาท ตอกย้ำว่าญี่ปุ่นยังเลือกไทยเป็นฐานลงทุนหลัก โดยบีโอไอจะสนับสนุนการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม รวมทั้งการลงทุนในสาขาใหม่ๆ โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง กิจการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทย ซึ่งปัจจุบันกิจการสำนักงานภูมิภาคที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอกว่า 40% มาจากประเทศญี่ปุ่น

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

 

3. ราคาน้ำมัน-อาหารสำเร็จรูป ดันเงินเฟ้อส.ค.69 เพิ่มขึ้น 2.53% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 8 กันยายน 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อของไทย เดือนสิงหาคม 2569 เท่ากับ 102.67 เพิ่มขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2568 โดยสูงสุดในรอบ 3 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 มีสาเหตุหลัก มาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่าปี 2568 จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และมีการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ร่วมกับ การใช้ปฏิบัติการทางทหารนอกจากนี้ ยังมีสาเหตุจากราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง และมี แนวโน้มทรงตัวในระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง มีการปรับตัวสูงขึ้นของอาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ประกอบกับสภาพอากาศมีความแปรปรวนส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปรับสูงขึ้น 1.95% โดยอยู่ระดับต่ำอันดับที่ 31 จาก 135 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และอยู่ใน อันดับที่ 3 ของอาเซียน จาก 8 ประเทศที่มีการประกาศตัวเลข (ติมอร์-เลสเต มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว) ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อรวม 8 เดือนของปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.37% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือนสิงหาคม 2569 สูงขึ้น 1.44% เร่งตัวขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2569 ที่สูงขึ้น 1.34% และรวม 8 เดือนของปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.94% จากช่วงเดียวกันของปี 2568

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนกันยายน 2569 คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดย  มีปัจจัยกดดันจากราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปี 2568 จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ มีปฏิบัติการทางทหาร มีมาตรการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคา ต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปี 2568 และราคาผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ และไก่สด มี แนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากผลของอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น และอุปทานบางส่วนได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ สำหรับปัจจัยที่จะฉุดให้เงินเฟ้อทั่วไปลดลง มาจากค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ปรับลดลงเหลือหน่วยละ 3.86 บาท ต่ำกว่ารอบก่อนที่หน่วยละ 3.95 บาท และราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับลดลง จากภาวะแข่งขันที่สูงและผู้ประกอบการรายใหญ่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5-2.5% ค่ากลาง 2.0%

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เกาหลีใต้เผย GDP Q2/69 ขยายตัว 3.7% อานิสงส์ส่งออก-การลงทุน AI โตแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 8 กันยายน 2569)

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ซึ่งเป็นมาตรวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ขยายตัว 0.6% ใน                       ไตรมาส 2/2569 เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 3.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องหลังจากที่มีการขยายตัว 3.8% ในไตรมาสแรก โดยรายงานของ BOK ระบุว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของเกาหลีใต้ได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่วน GDP ที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ของเกาหลีใต้ ขยายตัว 9.2% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 26.4% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2522

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ BOK ระบุว่า รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของเกาหลีใต้ ปรับตัวขึ้น 8.8% เมื่อเทียบรายไตรมาส และเพิ่มขึ้น 26.4% เมื่อเทียบรายปี ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง BOK ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 ขึ้นเป็น 3.3% โดยระบุถึงการส่งออกที่แข็งแกร่ง ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)