ข่าวประจำวันที่ 9 กันยายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

 

1. ล้างบางแก๊งลอบทิ้งกากอุตฯ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 9 กันยายน 2569)  

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งยกระดับการปราบปรามการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และจังหวัดปราจีนบุรี หลังพบลักษณะการกระทำผิดเป็นเครือข่าย กระทบสุขอนามัยประชาชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดและใช้อำนาจตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อยกเว้น นอกจากนี้ ได้มอบหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเชิงรับ เป็นการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก สนธิกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) กรมควบคุมมลพิษ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยง โกดังเช่า และพื้นที่ร้าง โดยเฉพาะในอีอีซีและพื้นที่ข้างเคียง หากพบการกระทำผิดให้ใช้กฎหมายขั้นสูงสุด ทั้งนี้ กระทรวงจะดำเนินการเด็ดขาด ทั้งสั่งหยุดประกอบกิจการ ปรับปรุงแก้ไข หรือปิดโรงงาน พร้อมดำเนินคดีอาญาและฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย เพื่อให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบค่าจัดการและฟื้นฟูกากอุตสาหกรรมเต็มจำนวนตามกฎหมาย โดยให้ กรอ.เร่งปรับปรุงกฎหมายโรงงาน เพิ่มบทลงโทษทางอาญาและอัตราโทษปรับให้สูงขึ้นไม่ให้ ผู้ประกอบการมองว่าการทำผิดเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะเสี่ยง พร้อมบังคับใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย รับผิดชอบตามกฎหมายจนกว่ากากจะได้รับการบำบัดหรือกำจัดอย่างถูกต้อง"

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยังร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผลักดันความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การฝ่าฝืนกฎหมายโรงงานและกฎหมายวัตถุอันตราย เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อเพิ่มช่องทางในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ และตัดวงจรเครือข่ายผู้กระทำผิด ด้านการควบคุมด้วยเทคโนโลยี กรอ. บังคับใช้ระบบติดตาม รถขนส่งกากอุตสาหกรรมทุกคันแบบเรียลไทม์ และเร่งพัฒนาระบบแจ้งเตือนทันที

 

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

 

 

2. 'พาณิชย์' ถกเกาหลีใต้ รับมือ AI-ปราบละเมิดออนไลน์ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 กันยายน 2569)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือทวิภาคีกับ 4 หน่วยงานหลักด้านลิขสิทธิ์ของเกาหลีใต้ ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (MCST) สำนักงานคณะกรรมการลิขสิทธิ์เกาหลี (KCC) สำนักงานคุ้มครองลิขสิทธิ์เกาหลี (KCOPA) และองค์กรจัดเก็บด้านลิขสิทธิ์เพลง (KOMCA) เพื่อยกระดับความร่วมมือและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติในประเด็นสำคัญ ทั้งการรับมือความท้าทายจากเทคโนโลยี AI การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ข้ามชาติ การนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน และการพัฒนาระบบบริหารจัดการสิทธิ์ โดยการหารือกับ MCST ทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนนโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มุ่งเน้นการสร้างสมดุลทางกฎหมายระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม AI และการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ และยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน โดยเฉพาะการผลักดันให้ผลงานลิขสิทธิ์สามารถนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อจากธนาคาร สำหรับการหารือกับ KCC ได้แลกเปลี่ยนแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบายในการสร้างสมดุลระหว่างผู้พัฒนา AI ที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำไปใช้ฝึกฝนโมเดล (Model Training) กับการคุ้มครองสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่สร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งไทยได้ริเริ่มให้มีการระบุการใช้ AI ในแบบฟอร์มแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์แล้ว ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ระหว่างศึกษาและจัดหารือกับผู้เกี่ยวข้อง ส่วนการหารือกับ KOMCA ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการสิทธิ์ ทั้งรูปแบบการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์แบบเหมาจ่าย และตามการใช้งานจริง รวมถึงกระบวนการกระจายรายได้ให้กับเจ้าของสิทธิ์ ขณะที่การหารือกับ KCOPA ซึ่ง KCOPA มีอำนาจทางปกครองในการสั่งการให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ลบเนื้อหาหรือบล็อกเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล โดยมีการนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจจับเว็บไซต์ละเมิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือแนวทางจัดการ Server เถื่อนข้ามชาติ ผ่านมาตรการบล็อกการเข้าถึง เพื่อตัดเส้นทางรายได้โฆษณา และจำกัดการค้นหาบน Search Engine

อย่างไรก็ตาม กรมฯ เชื่อมั่นว่าการยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับหน่วยงานด้านลิขสิทธิ์ของเกาหลีใต้ในครั้งนี้ จะช่วยให้กรอบความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศก้าวทันต่อโจทย์เศรษฐกิจและเทคโนโลยีในยุคใหม่ และเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของไทยเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเทคโนโลยี AI ตลอดจนยกระดับการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์

 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย

อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

 

3. ดัชนีเชื่อมั่นฯ ส.ค.69 เพิ่มขึ้น จับตาก.ย.-ต.ค.จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 กันยายน 2569)

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 53.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุด  ในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนเริ่มฟื้นตัว หลังความกังวลต่อภาวะสงครามและเศรษฐกิจโลกผ่อนคลายลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม อยู่ที่ระดับ 46.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ระดับ 50.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 62.1 โดยดัชนีทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้น ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เช่นเดียวกัน สำหรับปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่น มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกและในไทยยังไม่ปรับขึ้นรุนแรง ประกอบ กับรัฐบาลเดินหน้ามาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และราคาพืชผลเกษตรสำคัญหลายรายการอยู่ในระดับสูงกว่าปี 2568 ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคและสร้างผลเชิงบวก ต่อบรรยากาศภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ด้านการท่องเที่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมเริ่มฟื้นตัวชัดเจน หลังชะลอลงในเดือนมิถุนายน ด้านการส่งออกยังขยายตัวเกือบ 20% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะ เงินลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทั่วไปยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ด้านการลงทุนภาครัฐในช่วงครึ่งปีแรก 2569 มีมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ขณะที่มาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1.4 แสนล้านบาท ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงกำลังซื้อและสร้างแรงส่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ สถานการณ์การเมืองและราคาน้ำมัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นด้านสถานการณ์การเมือง เดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวลดลงทั้งในมุมมองปัจจุบันและอนาคตจากความกังวลเรื่องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล การยุบสภา ตลอดจนคดีความต่างๆ ที่อาจกระทบต่อพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันตลาดโลกเริ่มขยับเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 95 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่วนราคาน้ำมันในไทยแตะระดับ 40 บาท/ลิตร หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงหรือปรับขึ้นอีก ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนภาคธุรกิจ กำลังซื้อ และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเดือนกันยายน-ตุลาคม จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องหรือสะดุดลงอีกครั้ง ต้องจับตาทั้งทิศทางสงครามในตะวนออกกลาง ราคาน้ำมัน การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART) และสถานการณ์การเมืองในประเทศ

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ยอดส่งออกรถยนต์จีนเดือนส.ค. พุ่ง 77.5% สวนทางยอดขายในประเทศร่วง 11 เดือนติด (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 9 กันยายน 2569)

สมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 77.5% เมื่อเทียบรายปี แตะ 894,000 คัน แม้อัตราการเติบโตชะลอลงจาก 88.2% ในเดือนกรกฎาคม หลังผู้ผลิตรถยนต์จีนเร่งขยายตลาดต่างประเทศ โดย CPCA ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศลดลง 23.7% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1.55 ล้านคัน ซึ่งนับเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 และรุนแรงขึ้นจากเดือนกรกฎาคม ซึ่งยอดขายลดลง 21.1% เมื่อเทียบรายปี สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปลั๊กอินไฮบริด ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 154.7% เมื่อเทียบรายปี สวนทางกับยอดขายในประเทศที่ลดลง 10.1% เมื่อเทียบรายปี ทั้งนี้ บีวายดี (BYD) และจีลี่ ออโต้ (Geely Auto) ทำสถิติส่งออกรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิงหาคม 2569 ขณะที่ค่ายรถจีนเดินหน้ารุกตลาดยุโรปและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ด้วยรถยนต์ที่มีราคาจูงใจและเทคโนโลยีที่แข่งขันได้แม้หลายประเทศเริ่มเพิ่มข้อจำกัดทางการค้าต่อรถยนต์จีน

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ CPCA คาดการณ์ว่า จีนจะส่งออกรถยนต์ได้ 12 ล้านคันในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 18-20 ล้านคันต่อปีภายในปี 2573 ทั้งนี้ การเร่งส่งออกรถยนต์ของจีนยังทำให้เกิดความกังวลว่า สงครามราคาที่รุนแรงในตลาดจีนอาจขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้ออกแนวทางใหม่สำหรับการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ โดยเตือนค่ายรถไม่ให้ลดราคาอย่างถี่หรือรุนแรงเกินไป รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามกฎ โดยผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน รวมถึง บีวายดี, จีลี่ และเชอรี (Chery) ต่างให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำกับดูแลยังไม่ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)