ข่าวประจำวันที่ 10 กันยายน 2569

ข่าวในประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

 

1. 'ศุภจี' จับมือ 'วราวุธ-กลินท์' ถก ITOCHU ดันรูปแบบใหม่ร่วมมือ ศก.' ไทย-ญี่ปุ่น' (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 10 กันยายน 2569)  

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกลินท์ สารสิน ประธานสมาคมไทย-ญี่ปุ่น และประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ให้การต้อนรับนายเคอิตะ อิชิอิ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ITOCHU Corporation พร้อมคณะว่า ตามหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และหุ้นส่วนที่ไทยเชื่อมั่น (Trusted Partner) ซึ่งไทยต้องการร่วมกันพัฒนาความสัมพันธ์ให้ก้าวไปสู่รูปแบบใหม่ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในปี 2570 ไทยและญี่ปุ่นจะครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในการเปิดบทใหม่ของความร่วมมือ และร่วมสร้างธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานใหม่ (Co-Creation) รวมถึงร่วมกันขยายสินค้าและบริการไปยังประเทศที่สาม อาเซียน และตลาดโลก ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือ ได้แก่ อาหารและการแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องแห่งอนาคต รวมถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนที่สามารถสร้างการจ้างงาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ได้หารือถึงโอกาสความร่วมมือด้านยาและบริการทางการแพทย์ เทคโนโลยีและบริการรองรับสังคมสูงวัย ตลอดจนธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ โดยไทยและญี่ปุ่นต่างเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไปสู่สังคมสูงวัย ขณะเดียวกัน ได้แจ้งฝ่ายญี่ปุ่นว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบในหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใหม่ อาทิ พลังงาน ศูนย์ข้อมูล และอาหาร เพื่อให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของนักลงทุน

 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

2. พลิกวิกฤตเอสเอ็มอีไทย ก.อุตฯ เร่งอัดฉีดทุน-พัฒนาธุรกิจ (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 10 กันยายน 2569)

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ให้ข้อมูลถึงมาตรการช่วยเหลือ SME ว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี ภายใต้วงเงิน 20,000,000 บาท โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ให้มีขีดความสามารถและมีศักยภาพเพิ่มขึ้น ครอบคลุม 400 กิจการ 1,000 คน จำนวน 3 โครงการ โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเป็นจำนวน 209.56 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.48 เท่าของงบประมาณ โดยโครงการที่ 1: โครงการเสริมแกร่งธุรกิจ การเงินดีมีทุนหนุนเติบโต (Financial Shield) มุ่งสร้างทักษะการจัดการการเงิน เสริมสภาพคล่อง และบริหารหนี้ กลุ่มเป้าหมายจำนวน 100 กิจการ/400 คน ผ่านกิจกรรมการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจและบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ จำนวน 3 วัน การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก และอบรม In-house Training จำนวน 6 Man-day พร้อมจัดคลินิก ให้คำปรึกษาแนะนำแก่เอสเอ็มอีที่มีความต้องการยื่นคำขอสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ โดยมุ่งเป้าให้ SME มีศักยภาพในการชำระหนี้ที่ดีขึ้นและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการที่ 2: โครงการพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจเพิ่มผลผลิตพิชิตต้นทุน (Productivity Accelerator) มุ่งปรับเปลี่ยนการบริหารธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดต้นทุนและเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม กลุ่มเป้าหมายจำนวน 200 กิจการ/400 คน ผ่านกิจกรรมวินิจฉัยปัญหา ให้คำปรึกษาด้านดิจิทัล/นวัตกรรม/สิ่งแวดล้อม และอบรม In-house Training จำนวน 6 Man-day เพื่อส่งเสริมให้ SME มีขีดความสามารถและผลิตภาพเพิ่มขึ้นในระยะยาว โครงการที่ 3: โครงการเตรียมพร้อมธุรกิจ ขยายโอกาสยกระดับสู่อนาคต (Global & Future Readiness) มุ่งยกระดับศักยภาพธุรกิจสู่สากล ขยายตลาดใหม่ และพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ESG กลุ่มเป้าหมายจำนวน 100 กิจการ / 200 คน ผ่านกิจกรรมอบรม ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก และเชื่อมโยงคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนขยายตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานระดับสากล และการเตรียมความพร้อมด้าน ESG ของธุรกิจ ซึ่งการดำเนินงานทั้ง 3 โครงการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ในการติดอาวุธและพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับทุกโอกาสและพร้อมสำหรับการก้าวข้ามทุกความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กองทุนได้ดำเนินการปล่อยสินเชื่อ เสือติดปีก และสินเชื่อคงกระพัน วงเงินรวม 1,500 ล้านบาท เพื่อประคองสภาพคล่องและติดอาวุธนวัตกรรมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจภูมิภาค โดยโครงการ "เสือติดปีก" รอบ 2 จะทำหน้าที่อัดฉีดทุนเพื่อการปรับตัว เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน มีกรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการ คงกระพัน รอบ 2 จะทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันทางธุรกิจ เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการมีกำลังเพียงพอในการรักษาประคองกิจการ และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ (คงกระพัน) รอบ 2 กรอบวงเงิน 500 ล้านบาท รวมทั้งได้มีมาตรการโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) วงเงินโครงการ 500 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้เดิมของกองทุน ที่ต้องการเติมทุน เพื่อต่อยอดธุรกิจและคงสภาพการจ้างงาน โดยต้องเป็นลูกหนี้เกรด A หรือชำระดีติดต่อกัน 12 เดือน โดยมีวงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.5-3.5% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 3 ปี ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถพึ่งพาตนเอง   ได้อย่างยั่งยืน และนำพาธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว และขณะนี้ ผลการดำเนินโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) ปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ จำนวน 1,031 ราย เบิกจ่ายแล้ว จำนวน 1,473.19 ล้านบาท

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

3. ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ วูบหลังต้นทุนพุ่งแต่กำลังซื้อหด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 10 กันยายน 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 89.70 ปรับตัวลดลงจากระดับ 90.0 ในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งการปรับลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคมนี้ มีปัจจัยกดดันหลายด้าน โดยสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่เพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญการคมนาคมขนส่ง และการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตร ขณะที่ราคาพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ตลาดรถยนต์ ยังเผชิญข้อจำกัดจากกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะรถกระบะ ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 17.38% เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ด้านการลงทุนยังคงกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงอุตสาหกรรมดั้งเดิม   ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสการลงทุน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยสนับสนุน โดยการส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง 18.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะเริ่มชะลอตัวลงจากฐานที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ คำสั่งซื้อสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงยังมีทิศทางที่ดี ส่งผลให้การผลิตคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น 50.2% แผงวงจรพิมพ์ (PCB) เพิ่มขึ้น 15.2% และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) เพิ่มขึ้น 19.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอาหารยังขยายตัวตามทิศทางตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสำเร็จรูปและอาหาร สัตว์เลี้ยง ประกอบกับมาตรการ Smart & Sustainable Industry มีส่วนช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของ ภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส และไทยช่วยไทย x Local Low Cost ยังช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนกระตุ้นการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ กล่าวว่า จากผลสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,330 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ในเดือนสิงหาคม 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 63.2% ราคาพลังงาน 54.1% เศรษฐกิจภายในประเทศ 52.9% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 25.6% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ นโยบายภาครัฐ 33.5% การเข้าถึงสินเชื่อ 23.8% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 20.0% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 96.1 ในเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนว่าผู้ประกอบการมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าดีขึ้น ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของมาตรการด้านภาษีของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของแหล่งผลิตและห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ ตลอดจนเพิ่มความผันผวนของราคาพลังงาน ขณะที่ความผันผวนของสภาพอากาศจากปรากฏการณ์ Super El Nino อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ปริมาณวัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เงินเฟ้อจีนฟื้นตัวในเดือนส.ค. CPI เพิ่ม 0.8%, PPI พุ่ง 3.8% รับดีมานด์สินค้าไฮเทคโตแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 10 กันยายน 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เปิดเผยรายงานว่า ดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 0.8% ในเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และเร่งตัวขึ้นจากเดือนกรกฎาคม ที่เพิ่มขึ้น 0.5% ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน เพิ่มขึ้น 1% ในเดือนสิงหาคม ไต่ระดับขึ้นเล็กน้อยจากเดือนกรกฎาคม ที่เพิ่มขึ้น 0.9% ส่วนดัชนี PPI ซึ่งเป็นมาตรวัดราคาสินค้าหน้าประตูโรงงาน เพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนสิงหาคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% และแข็งแกร่งกว่าในเดือนกรกฎาคม ที่เพิ่มขึ้นเพียง 3.5% ซึ่งเป็นระดับอ่อนแอที่สุดในรอบสามเดือน

อย่างไรก็ตาม ทางด้านตง ลี่เจียน นักสถิติของ NBS กล่าวว่า การดีดตัวขึ้นของเงินเฟ้อเป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่มีความผันผวน ตลอดจนราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นตามฤดูกาล และอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)