ข่าวในประเทศ
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
1. โชว์ดันมูลค่าการค้า 1.63 แสนล. (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569)
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานด้านการส่งเสริมการส่งออกปี 2569 สามารถสร้างมูลค่าการค้าได้มากกว่า 163,500 ล้านบาท และมีผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้รับบริการทั้งในและต่างประเทศได้รับประโยชน์กว่า 314,500 ราย ซึ่งตลอดทั้งปีกรมได้เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดและคู่ค้าทั่วโลก ผ่านการจัดงานแสดงสินค้า การเจรจาธุรกิจ การนำคณะผู้แทนการค้าไปต่างประเทศ และการขยายช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่ โดยในปีนี้กรมได้เร่งเครื่องบุกตลาดใหม่ผ่านกว่า 500 กิจกรรม ทั้งในและต่างประเทศเพื่อผลักดันนโยบายรักษาสมดุล ขยายตลาด และเพิ่มมูลค่าของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รุกหนักภูมิภาคเอเชียใต้ผ่านการกระชับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินเดียสร้างมูลค่าการค้าแล้วกว่า 800 ล้านบาท พร้อมขยายฐานสู่ลาตินอเมริกาด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ อาหาร และไลฟ์สไตล์ในบราซิลและเม็กซิโก สร้างมูลค่าเจรจาการค้ารวมกันกว่า 750 ล้านบาท ขณะที่ตลาดแอฟริกาและตะวันออกกลาง มีการดึงผู้นำเข้า 33 บริษัทเจรจาผู้ประกอบการไทย รวมถึงเดินทางไปบุก 5 ประเทศหลักในแอฟริกา สร้างมูลค่าการเจรจาการค้าสะสมรวมกว่า 2,090 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ กรมได้ยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และดิจิทัลคอนเทนต์ ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากการจัดงาน ไทยแลนด์ คอนเทนท์ มาร์เก็ตเป็นครั้งแรก ซึ่งดึงดูดผู้เข้าชมกว่า 6,700 ราย สร้างมูลค่าเจรจาการค้าสูงถึง 9,792 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้นำอุตสาหกรรมเกมไทยเข้าร่วมงาน เกมส์คอม 2026 และ เกมส์คอม เอเชีย เอ็กซ์ ไทยแลนด์ เกม โชว์ สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาได้ 270.36 ล้านบาท โดยพบปะคู่ค้าเป้าหมายเกือบ 1,000 ราย ซึ่งผลจากการจัดกิจกรรมสามารถช่วยผลักดันการส่งออกของไทยในช่วง 7 เดือนของปี 69 เติบโตเกินเป้าหมาย มีมูลค่ารวม 231,530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.17% ซึ่งได้ปัจจัยหนุนสำคัญจากความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี เครื่องจักร และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับกระแสความเติบโตของ ดาต้า เซ็นเตอร์ และเอไอ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
2. ไทยยังเนื้อหอม 8 เดือน ต่างชาติลงทุน 2.49 แสนล. (ที่มา: เว็บไซต์แนวหน้า, ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569)
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือน ปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 835 ราย เพิ่มขึ้น 22% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 199 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิ์ตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 636 ราย เงินลงทุนรวม 249,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% และมีการจ้างงานคนไทยรวม 5,863 คน เพิ่มขึ้น 20% ทั้งนี้ จำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. จีน 158 ราย คิดเป็น 19% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 43,803 ล้านบาท 2. สหรัฐฯ 131 ราย คิดเป็น 16% ลงทุน 6,481 ล้านบาท 3. สิงคโปร์ 112 ราย คิดเป็น 13% ลงทุน 73,368 ล้านบาท 4. ญี่ปุ่น 112 ราย คิดเป็น 13% ลงทุน 53,780 ล้านบาท 5. ฮ่องกง 84 ราย คิดเป็น 10% ลงทุน 16,682 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบว่าการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 418 ราย คิดเป็น 50% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 835 ราย มูลค่าลงทุน 180,731 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร
อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case, เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ 3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น บริการพัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม, บริการ Cloud Service ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล และ AI Services สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 8 เดือนปี 2569 มีจำนวน 260 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 32% มีมูลค่าการลงทุน 96,857 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 98 ราย ลงทุน 34,846 ล้านบาท ญี่ปุ่น 38 ราย ลงทุน 25,759 ล้านบาท ฮ่องกง 33 ราย ลงทุน 7,063 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 91 ราย ลงทุน 29,189 ล้านบาท
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ
ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
3. 6 นิคมฯ ลุยโมเดลพลังงานสะอาด (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569)
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.), กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (เอ็มโอยู) การพัฒนาโมเดลนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้ง 5 หน่วยงาน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม มุ่งสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทย และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ พร้อมทั้งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน พื้นที่เป้าหมายในการดำเนินโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ จะครอบคลุมพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญในจังหวัดระยอง รวม 6 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย นิคมอุตสาหกรรมผาแดง นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล (RIL) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด
อย่างไรก็ตาม สำหรับสาระสำคัญและขอบเขตความร่วมมือ (Scope of Cooperation) ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีกรอบความร่วมมือหลัก 3 ด้าน ประกอบด้วย การร่วมศึกษาและพัฒนาโมเดลนำร่อง โดยทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันศึกษาและพิจารณาวางแนวทางพัฒนาโครงการและโมเดลนำร่อง เพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ เงื่อนไขและการสนับสนุนงบประมาณจะสอดคล้องตามขอบเขตงานของแต่ละหน่วยงาน นอกจากนี้ ทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เช่น การพิจารณาผลักดันและปลดล็อกกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถบังคับได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนพิจารณามาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและเทคนิค ทั้ง 5 หน่วยงานยินดีสนับสนุนและแบ่งปัน ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านเทคนิค รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และสร้างประโยชน์จากเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ โดยบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม โดยกนอ.มุ่งหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะก่อให้เกิดการต่อยอดไปสู่การจัดทำสัญญาหรือข้อตกลงโครงการในระยะต่อไป เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ข่าวต่างประเทศ
4. เกาหลีใต้ส่งออกสินค้า ICT เดือนส.ค.พุ่งทำนิวไฮ อานิสงส์ทั่วโลกลงทุน AI ต่อเนื่อง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569)
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า ยอดส่งออกสินค้า ICT อยู่ที่ระดับ 5.998 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2569 พุ่งขึ้น 162.6% จากระดับ 2.284 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และสินค้า ICT คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของยอดส่งออกทั้งหมดเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม สำหรับยอดนำเข้าสินค้า ICT ในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 48.8% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 1.861 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกาหลีใต้มียอดเกินดุลการค้าในกลุ่มสินค้า ICT อยู่ที่ 4.137 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นครั้งแรกที่ยอดเกินดุลการค้าในกลุ่มสินค้า ICT สูงกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามประเภทสินค้า ยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์พุ่งขึ้น 209% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 4.667 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงเพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ระดับโลกขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ส่วนยอดส่งออกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารพุ่งขึ้น 383.1% สู่ระดับ 6.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดส่งออกโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น 23.2% แตะที่ 1.64 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ยอดส่งออกจอแสดงผลลดลง 7% มาอยู่ที่ 1.69 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากบริษัทต่างๆ เผชิญแรงกดดันให้ลดต้นทุน หลังราคาหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเมื่อจำแนกตามจุดหมายปลายทางการส่งออก ยอดส่งออกไปยังจีนและฮ่องกงรวมกันทะยานขึ้น 227.9% ขณะที่ยอดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้น 306.5% เวียดนามเพิ่มขึ้น 81.4% สหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 49.1% และอินเดียทะยาน 126.7% เมื่อเทียบรายปี
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)