ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ผวาเอสเอ็มอีขาดแรงงานหลังเด็กเกิดลด 37% (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 16 กันยายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการหัวข้อ "วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ" ซึ่งจัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไม่ได้กระทบเพียงจำนวนประชากร แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับกำลังคน ภาคการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยภาคการผลิตยังเป็นฐานการจ้างงานสำคัญ ขณะที่ฐานประชากรรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ไตรมาส 2 ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้มีงานทำประมาณ 38.51 ล้านคน เป็นแรงงานในภาคการผลิตประมาณ 6.39 ล้านคน หรือราว 16% ของผู้มีงานทำทั้งหมด ขณะที่จำนวนเด็กเกิดจากการจดทะเบียนลดลงจาก 736,352 คนในปี 2558 เหลือ 462,240 คนในปี 2567 หรือลดลงประมาณ 37% ภายใน 9 ปี ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นและธุรกิจเอสเอ็มอี กระทบต่อความต่อเนื่องของการผลิต การขยายกำลังการผลิต และต้นทุนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียง "คนไม่พอ" แต่คือ "คนที่มีทักษะไม่ตรงกับงาน" แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการเร่งเพิ่มผลิตภาพแรงงาน 1 คนให้สร้างมูลค่าได้สูงขึ้น ผ่าน AI หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไปสู่ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบดิจิทัล และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มากขึ้น เพื่อยกระดับทักษะแรงงานที่มีอยู่ให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ นอกจากนี้ เตรียมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน และเร่งพัฒนา Silver Industry ที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การดำรงชีวิต ไปจนถึงส่งเสริมให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองมากขึ้น
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
2. อัดงบช่วยเอสเอ็มอีหนีตาย กองทุนประชารัฐผุด 3 โครงการฟื้นชีพจรด่วน (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 16 กันยายน 2569)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหาร กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2569 กรมบัญชีกลางได้อนุมัติแผนงานโครงการส่งเสริมพัฒนา และส่งเสริมเอสเอ็มอี วงเงิน 20 ล้านบาท ครอบคลุม 400 กิจการ รวม 1,000 คน โดยอ้างอิงจากผลสำรวจความต้องการปีงบประมาณ 2568 พบว่า เอสเอ็มอี ต้องการพัฒนา ด้านการตลาดมากที่สุด 33.33% รองลงมา คือ ด้านการเงิน 23.28% เป็นต้น กองทุนฯ จึงได้ขับเคลื่อน 3 โครงการหลัก เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 209.56 ล้านบาท หรือ 10.48 เท่าของงบประมาณ ประกอบด้วย 1. โครงการเสริมแกร่งธุรกิจ ใช้วงเงิน 5.86 ล้านบาท เวลาดำเนินการ 6 เดือน มีผลผลิต 100 กิจการ และ 400 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรม สำหรับเอสเอ็มอีทุกสาขา ที่ได้รับสินเชื่อ เพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ด้านการเงิน ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก (วินิจฉัยสถานะทางการเงิน แก้ปัญหาหนี้เบื้องต้น) โดยมีตัวชี้วัดคือ 80% ของกิจการที่ปรึกษา สามารถชำระหนี้ดีขึ้น 10% เข้าถึงแหล่งทุนได้ 10% เป็นต้น คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 48 ล้านบาท หรือ 8.19 เท่าของงบประมาณ 2. โครงการพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจเพิ่มผลผลิตพิชิตต้นทุน ใช้วงเงิน 8.8 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน มีผลผลิต 200 กิจการ และ 400 คน สำหรับเอสเอ็มอีทุกสาขา ที่ได้รับสินเชื่อไม่น้อยกว่า 50% โดยมีตัวชี้วัดคือ 80% ของกิจการที่เข้าร่วมโครงการ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 10% และ 80% ของผู้ที่ได้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้เพิ่มขึ้น คาดว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 92.32 ล้านบาท หรือ 10.49 เท่าของงบประมาณ และ 3. คือ โครงการเตรียมพร้อมธุรกิจ ใช้วงเงิน 5.34 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน มีผลผลิต 100 กิจการ และ 200 คน เจาะกลุ่มอุตสาหกรรม ที่มีศักยภาพ ที่รับสินเชื่อไม่น้อยกว่า 50% ผ่านกิจกรรมอบรม การวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ โดยมีตัวชี้วัดคือ 80% ของกิจการ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่ 60% ของกิจการมีความพร้อมในการขยายตลาดใหม่ และ 80% ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้เพิ่มขึ้น คาดว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 69.24 ล้านบาท หรือ 12.97 เท่าของงบประมาณ
นายจุฬา สุขมานพ
เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO
3. สกพอ.-INNOPOWER พัฒนาต้นแบบอุตฯ คาร์บอนต่ำ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 กันยายน 2569)
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด (INNOPOWER) ในการพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ มาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ปรับตัวสู่มาตรฐานสากล และรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีบทบาทต่อการแข่งขันในตลาดโลกมากขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมมือกันเป็นระยะเวลา 3 ปี มุ่งพัฒนาแนวทางให้อุตสาหกรรมเป้าหมายสามารถดำเนินธุรกิจควบคู่กับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) พร้อมยกระดับศักยภาพ นักลงทุนและผู้ประกอบการให้พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมาตรฐานสากล ทั้งนี้ EECO จะร่วมพัฒนาข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อประเมินความต้องการของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุน ตลอดจน เชื่อมโยงนักลงทุนและผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้การดำเนินงานสอดคล้องกับ ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ และสามารถ นำผลจากโครงการต้นแบบไปต่อยอดในวงกว้างได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด (INNOPOWER) กล่าวว่า บริษัทจะทำหน้าที่ในฐานะ Decarbonization Partner นำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานมาใช้ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ การออกแบบระบบและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับโครงการต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ไปจนถึงการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและวางแผนลดคาร์บอน ตลอดจนเสนอแนวทางด้านพลังงานหมุนเวียนและ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ในเชิงปฏิบัติ ทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วม พัฒนาแนวทางผ่านแพลตฟอร์มและนวัตกรรมดิจิทัล ตั้งแต่การคำนวณก๊าซเรือนกระจกไปจนถึงการวางแผนลดคาร์บอน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ควบคู่กับการศึกษาแนวทางด้านพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และกลไกการจัดหาพลังงานสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง (24/7 Carbon-Free Energy)
ข่าวต่างประเทศ
4. จีนเผยยอดค้าปลีกเดือนส.ค.โตต่ำกว่าคาด การลงทุนทรุดต่อเนื่อง ขณะอุปสงค์-อุปทานยังไร้สมดุล (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 16 กันยายน 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานว่า ยอดค้าปลีกของจีนขยับขึ้นเพียง 0.4% ในเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากเดือนกรกฎาคม ที่ปรับตัวขึ้น 0.6% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.8% ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคม 2569 พุ่งขึ้น 5.2% โดยเร่งตัวขึ้นจากเดือนกรกฎาคมที่ปรับตัวขึ้น 4.5% และแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 4.8% ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมือง ซึ่งรวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ร่วงลง 7.2% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี (มกราคม - สิงหาคม) เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งรุนแรงกว่าในช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม - กรกฎาคม) ที่ลดลง 6.7% และสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยผลสำรวจยังบ่งชี้ว่า อัตราว่างงานในเขตเมืองของจีนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.3% ในเดือนสิงหาคม จากระดับ 5.2% ในเดือนกรกฎาคม โดยแถลงการณ์ของสำนักงานสถิติฯ ระบุถึงความไม่สมดุลอย่างมากระหว่างอุปทานที่แข็งแกร่งกับอุปสงค์ที่อ่อนแอภายในประเทศ และเสริมว่าภาคธุรกิจบางส่วนยังคงเผชิญความยากลำบากในการดำเนินงาน พร้อมกับระบุว่า จีนควรต้องตระหนักว่าผลกระทบเชิงลบจากปัจจัยแวดล้อมภายนอกได้ทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติฯ ได้เรียกร้องให้มีการยกระดับการปรับนโยบายระดับมหภาคและกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าปรับปรุงภาคอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไว้
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)