ข่าวประจำวันที่ 17 กันยายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

 

1. พลิกโฉม "หินฝุ่น-กระจกจากโซลาร์เซลล์” (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 17 กันยายน 2569)  

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในการสัมมนาเรื่อง “พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย สู่ความยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ว่าภาคก่อสร้างมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิต ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การก่อสร้างอัจฉริยะ และ การสร้างแบบจำลองสารสนเทศอาคาร กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การดำเนินงานของอุตสาหกรรม ทำให้ภาครัฐ ต้องมีการยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ควบคู่ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และต้องให้ความสำคัญกับ วัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง โรงงานอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต และส่งเสริมการนำวัสดุ กลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดี กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า กพร.ได้นำนวัตกรรม M-Sand หรือทรายทดแทน ซึ่งผลิตจากหินฝุ่น ที่เกิดจากกระบวนการโม่ บด และย่อยหินปูนในพื้นที่ภาคใต้ ช่วยลดการใช้ทรายธรรมชาติและแก้ปัญหาของเสีย จากกระบวนการผลิต โดยหากสามารถนำหินฝุ่น จากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 2,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ กระจกจากแผงโซลาร์เซลล์รีไซเคิล ที่นำกระจกจากแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมา ใช้ประโยชน์ รองรับแนวโน้มปริมาณซากแผง ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 20 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งยังมี ต้นแบบที่เชื่อมโยงกับภาคก่อสร้าง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ คอนกรีตใช้หินฝุ่นทดแทนทราย ไฟเบอร์ซีเมนต์ จากเศษตะกอนระบบบำบัดน้ำเสีย ปูนเกร้าท์ไม่หดตัวที่ใช้เถ้าลอยทดแทนซีเมนต์ การนำกากคอนกรีต กลับมาเป็นวัตถุดิบทดแทน ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพเตาหลอมอะลูมิเนียม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวัสดุโฟมโลหะขั้นสูง

 

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

 

 

2. ค้าชายแดน ก.ค. 69 พุ่งทะลุ 2.1 แสนล้าน ส่งออกทุเรียนสดไปจีน 7 เดือนทะลุ 1 ล้านตัน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 17 กันยายน 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง มีมูลค่าการค้ารวม 212,314 ล้านบาท เติบโต 27.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออก 124,916 ล้านบาท (+35.5%) และการนำเข้า 87,398 ล้านบาท (+18.4%) ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าในเดือนนี้สูงถึง 37,518 ล้านบาท โดยภาพรวม 7 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนสะสมรวมอยู่ที่ 1,341,805 ล้านบาท (+12.9%) เป็นการส่งออก 760,615 ล้านบาท (+10.4%) การนำเข้า 581,189 ล้านบาท (+16.2%) และไทยได้ดุลการค้ารวม 179,426 ล้านบาท สำหรับการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่ารวม 81,282 ล้านบาท ขยายตัว 22.8% โดยไทยได้ดุลการค้า 8,475 ล้านบาท (ส่งออก 44,879 ล้านบาท, นำเข้า 36,404 ล้านบาท) ซึ่งมาเลเซีย ครองอันดับ 1 ด้วยมูลค่า 40,605 ล้านบาท ขยายตัวก้าวกระโดด 55.0% สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (1,617 ล้านบาท) แผงวงจรไฟฟ้า (1,587 ล้านบาท) และน้ำยางข้น (1,153 ล้านบาท) สปป.ลาว มูลค่า 24,696 ล้านบาท (+10.0%) สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ น้ำมันดีเซล (3,767 ล้านบาท) น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ (1,190 ล้านบาท) และรถปิคอัพ/รถบรรทุกเครื่องยนต์สันดาป (821 ล้านบาท) เมียนมา มูลค่า 15,982 ล้านบาท (-6.9%) กัมพูชา มียอดการนำเข้า 0.024 ล้านบาท เป็นพัสดุไปรษณีย์ชุดแต่งกายสตรีหรือเด็กหญิง ณ ด่านศุลกากรคลองใหญ่ จังหวัดตราด สำหรับสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือนนี้ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 4,422 ล้านบาท, เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ 1,746 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ 1,715 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดรวมการค้าชายแดน 7 เดือนแรก มีมูลค่า 512,314 ล้านบาท (-10.5%) ทั้งนี้ การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนกรกฎาคม 2569 เติบโต 31.3% มูลค่ารวม 131,032 ล้านบาท (ส่งออก 80,038 ล้านบาท, นำเข้า 50,994 ล้านบาท) โดยตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน มูลค่าสูงสุด 72,830 ล้านบาท (+15.6%) สิงคโปร์ มูลค่า 30,352 ล้านบาท (+137.5%) โดยยอดส่งออกโตแรงถึง 248.9% (มูลค่า 24,413 ล้านบาท) จากสินค้ากลุ่มโทรศัพท์และอุปกรณ์, เครื่องกังหันไอพ่น และอุปกรณ์กระจายสัญญาณ เวียดนาม มูลค่า 10,022 ล้านบาท (+58.0%)

อย่างไรก็ตาม สำหรับไฮไลต์สำคัญของการค้าผ่านแดน คือ "ทุเรียนสด" ซึ่งในเดือนกรกฎาคม 2569 เพียงเดือนเดียว มีการส่งออกผ่านแดนไปจีนปริมาณ 211,058 ตัน คิดเป็นมูลค่า 22,100 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดส่งออกทุเรียนสดผ่านแดนไปจีนรวม 7 เดือนแรกของปี 2569 ทะลุ 1,005,267 ตัน กวาดรายได้เข้าประเทศสูงถึง 124,658 ล้านบาท ดันยอดรวมการค้าผ่านแดน 7 เดือนแรกโต 34.6% มูลค่าสะสม 829,490 ล้านบาท

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

 

3. ดัชนีราคาผู้ผลิตส.ค.พุ่ง 9.1% แรงหนุนราคาพลังงาน-เงินบาทอ่อน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 17 กันยายน 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือนสิงหาคม 2569 เท่ากับ 115.4 เพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาผู้ผลิตในภาพรวมของปี 2568 ที่ต่ำ ประกอบกับราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งของผู้ผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง และค่าเงินบาท ที่อ่อนตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าบางประเภทปรับสูงขึ้น ทำให้สินค้าทุกหมวดปรับตัวสูงขึ้น ทั้งหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทยที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 8.3% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก จากฐานราคาในปีก่อนที่ต่ำ หัวมันสำปะหลังสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดที่มีน้อยตามการนำเข้าผ่านชายแดนที่ลดลง, ยางพารา จากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสูงขึ้น และผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก ส่วนสินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ ผลไม้ (ทุเรียน สับปะรด มะพร้าว) จากความต้องการในภาคการส่งออกที่ลดลง สุกรมีชีวิต ไก่เนื้อมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม โดยหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่มขึ้น 23.9% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ตามทิศทางราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน และข้อจำกัดการขนส่งผ่านช่องแคบ ฮอร์มุซ, สินแร่โลหะ จากราคาตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ความกังวลด้านอุปทาน ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้จากการทำเหมือง จากต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการทำเหมืองและการขนส่ง สำหรับหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 6.9% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ และราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในตลาดโลกสูงกว่าปี 2568, กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะอุปทานที่ตึงตัวจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อวัตถุดิบผลผลิต, ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ราคาปรับสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่นๆ (ทองคำ) ราคาปรับสูงขึ้นตามความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือนกันยายน 2569 คาดว่าจะขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น จากฐานของปี 2568 ที่ต่ำ ประกอบกับราคาพลังงานในตลาดโลกที่คาดว่าจะยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในภาพรวมมีแนวโน้มที่จะคงตัวอยู่ในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่ง และยังมีผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท อาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ส่งผลให้ ผู้ประกอบการบางส่วนชะลอการปรับราคาสินค้า แม้ต้นทุนการผลิตโดยรวมจะสูงขึ้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และคงปริมาณคำสั่งซื้อจากตลาดปลายทาง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เฟดเพิ่มคาดการณ์ GDP สหรัฐ สู่ระดับ 2.3% ปีนี้ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 17 กันยายน 2569)

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  เปิดเผยว่า ได้มีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 6 ครั้ง รวม 1.75% ซึ่งแถลงการณ์ของเฟดระบุว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง โดยการดำเนินนโยบายในวันนี้จะช่วยสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของคณะกรรมการได้เร็วขึ้น ขณะที่คณะกรรมการจะรักษาเสถียรภาพด้านราคา ทั้งนี้ รายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟด ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 จากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เฟดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะสิ้นสุดปี 2569 และ 2570 ที่ระดับเดียวกัน ขณะที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งทั้งในปี 2571 และ 2572

อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกัน เฟดได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2569 และ 2570 สู่ระดับ 2.3% และ 2.4% ตามลำดับ จากเดิมที่ระดับ 2.2% และ 2.3% ขณะที่คงตัวเลขคาดการณ์ในปี 2571 ที่ระดับ 2.2% และคาดการณ์การขยายตัวในปี 2572 ที่ระดับ 2.1% รวมทั้งคาดการณ์การขยายตัวในระยะยาวที่ระดับ 2.0% โดยเฟดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อตามดัชนี Core PCE ในปี 2569-2572 ที่ระดับ 3.4%, 2.5%, 2.2% และ 2.0% ตามลำดับ จากเดิมคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2569-2571 ที่ระดับ 3.3%, 2.5% และ 2.1% ตามลำดับ นอกจากนี้ เฟดคาดการณ์อัตราว่างงานทรงตัวในปี 2569-2572 ที่ระดับ 4.1% ขณะที่คาดการณ์อัตราว่างงานในระยะยาวที่ระดับ 4.2% จากเดิมคาดการณ์อัตราว่างงานในปี 2569-2571 ที่ระดับ 4.3%, 4.3% และ 4.2% ตามลำดับ

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)