ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ชี้อุตฯ สร้างบ้าน เชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ แนะเร่งยกระดับรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ (ที่มา: เว็บไซต์ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 18 กันยายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในฐานะเป็นประธานพิธีเปิดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย แต่มีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ เหล็ก กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา เครื่องปรับอากาศ และวัสดุก่อสร้างประเภทต่างๆ ไปจนถึงผู้รับเหมา ผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน สถาปนิก วิศวกร แรงงาน และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง ดังนั้น เมื่อธุรกิจรับสร้างบ้านเติบโต ย่อมส่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปยังภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับเพียงความสวยงามและความแข็งแรง ไปสู่บ้านที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการอยู่อาศัย ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตใหม่ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว งาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” จึงมีความสำคัญมากกว่าการเป็นพื้นที่จัดแสดงแบบบ้านและวัสดุก่อสร้าง แต่เป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้ผลิต เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้บริโภค ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมก่อสร้างและที่อยู่อาศัยไทย ซึ่งประเด็นสำคัญควบคู่กับการพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยี คือ มาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและเป็นความต้องการพื้นฐานของประชาชนการยกระดับมาตรฐานของผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม จึงไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค แต่ยังเป็นกลไกยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมไทยในภาพรวม โดยเมื่อธุรกิจรับสร้างบ้านเติบโตย่อมหมายถึงการสร้างเศรษฐกิจให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านที่มีบทบาทในการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานธุรกิจ รวมถึงเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน พร้อมหวังว่างาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” จะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจเกี่ยวเนื่องของไทยมีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในอนาคต
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) หรือ DIP กระทรวงพาณิชย์
2. 8 เดือน ขอจด IP พุ่ง 10.43% ทป.ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพให้บริการ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 18 กันยายน 2569)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) หรือ DIP กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนปี 2569 (มกราคม-สิงหาคม) มีการยื่นคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในไทย (เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์) รวม 53,794 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.43% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 48,715 คำขอ และมีการรับจดทะเบียน IP ในไทยช่วง 8 เดือนปี 2569 รวม 39,096 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้น 7.88% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่รับจด 36,241 ฉบับ/รายการ ส่วนลิขสิทธิ์ แม้จะเป็น IP ประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานสามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมฯได้ โดย 8 เดือนปี 2569 มีการแจ้ง 14,811 รายการ เพิ่มขึ้น 67.11% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีการแจ้ง 8,863 รายการ โดยคำขอจดทะเบียน IP ประเภทต่างๆ ช่วง 8 เดือนปี 2569 ได้แก่ 1. เครื่องหมายการค้า มีการยื่นคำขอ 40,360 คำขอ เพิ่มขึ้น 12.05% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 36,021 คำขอ ผู้ยื่นคำขอเป็นคนไทย 55% ต่างชาติ 45% โดยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 28,944 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 2.62% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่รับจด 28,204 เครื่องหมาย 2. สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอ 5,542 คำขอ เพิ่มขึ้น 3.16% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 5,372 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอคนไทย 13% ต่างชาติ 87% ทั้งนี้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ 3,760 ฉบับ เพิ่มขึ้น 14.92% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่รับจด 3,272 ฉบับ 3. อนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอ 3,658 คำขอ เพิ่มขึ้น 18.54% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 3,086 คำขอ มีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอคนไทย 92% ต่างชาติ 8% โดยรับจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร 1,705 ฉบับ เพิ่มขึ้น 33.20% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 รับจด 1,280 ฉบับ 4. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการยื่นคำขอ 4,234 คำขอ ลดลงเล็กน้อย 0.05% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 4,236 คำขอ มีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอคนไทย 66% ต่างชาติ 34% มีการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 4,687 ฉบับ เพิ่มขึ้น 34.48% จากช่วงเดียวกันในของปี 2568 ที่รับจด 3,485 ฉบับ 5. ลิขสิทธิ์ มีการยื่นแจ้งข้อมูล 14,811 ผลงาน เพิ่มขึ้น 67.11% มีสัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์ คนไทย 99% และต่างชาติ 1% ทั้งนี้กรมฯเดินหน้าจะส่งเสริมให้ศิลปิน นักสร้างสรรค์ เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมฯ เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะเดินหน้าพัฒนาระบบการคุ้มครองและให้บริการด้าน IP อย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ เชื่อมโยงข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการ IP เพื่อให้เจ้าของผลงานสามารถได้รับความคุ้มครองและนำ IP ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ
นายจุฬา สุขมานพ
เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC
3. EEC จัดโซนนิงดาต้าเซ็นเตอร์ (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 18 กันยายน 2569)
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เปิดเผยถึงประเด็นการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในพื้นที่อีอีซี ว่า มีความพยายามจะดำเนินการจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตหรือบริเวณอย่างชัดเจน หรือโซนนิง โดยมองว่าควรที่จะไปตั้งอยู่ตรงพื้นที่ใดสักแห่ง เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับใช้ไฟฟ้าในบริเวณดังกล่าว โดย EEC มองว่าควรที่จะต้องมีผู้ผลิตไฟให้ Data Center ใหม่ ไม่ใช่มาใช้ไฟที่ผลิตอยู่ปัจจุบัน เพราะนี่คือความต้อง การใช้ไฟฟ้าใหม่ หรือเรียกว่าเป็นการเปิดตลาดพลังงานที่ Data Center สามารถจะซื้อขายพลังงานและเตรียมพลังงานจับคู่กันมาได้ตั้งแต่แรก ซึ่ง Data Center มีเงื่อนไขในการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นพลังงานใหม่ โดยในพื้นที่ EEC จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มสนับสนุนพลังงานมากกว่าที่อื่น หรือจะกล่าวก็คือ เป็นการใช้โอกาสจากผู้ที่ต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าใหม่ผลิตไฟฟ้า (Suppy) โดยที่ธุรกิจ Data Center จะมีการลงทุนก้อนหนึ่ง และจะมีการลงทุนก้อนใหญ่อีกส่วนหนึ่งในการเตรียมพลังงานรองรับ ซึ่งคนไทยสามารถเข้าร่วมลงทุนได้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนประเด็นเรื่องของค่าไฟสำหรับ Data Center ซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดให้จ่ายในระดับสูงกว่าอุตสาหกรรมทั่วไปด้วยว่า เรื่องดังกล่าวยังต้องพิจารณากันอีกมาก เนื่องจากเวลาที่นักลงทุนจะตัดสินใจ ก็จะมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตั้งแต่แรก หากมีการประเมินไว้ว่าค่าไฟจะอยู่ที่ประมาณ 5-6 บาท แต่นโยบายของไทยระบุว่าในอนาคตจะขึ้นเป็น 9 บาท การลงทุนก็คงไม่เกิดขึ้นแน่นอนเพราะเกินกว่าต้นทุนที่ประเมินไว้
ข่าวต่างประเทศ
4. EU วอนจีนจำกัดส่งออกรถไฮบริด หวังเลี่ยงสงครามการค้า (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 18 กันยายน 2569)
สหภาพยุโรป (EU) เปิดเผยว่า ได้เรียกร้องให้จีนจำกัดการส่งออกรถยนต์ไฮบริดมายังตลาดยุโรปโดยสมัครใจ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทระหว่างสองฝ่ายบานปลายเป็นสงครามการค้า โดย EU ต้องการให้จีนจำกัดสัดส่วนการส่งออกรถยนต์ไฮบริดจากจีนมายังตลาดยุโรปไว้ที่ราว 15% ซึ่งเจ้าหน้าที่ EU รายหนึ่งกล่าวว่า หากจีนไม่จำกัดการส่งออกรถยนต์มายังตลาดยุโรป EU ก็จะเป็นฝ่ายดำเนินมาตรการเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมของยุโรปหดตัว และจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพื่อบริหารจัดการการค้า นอกจากนี้ EU ยังขอให้จีนจำกัดการส่งออกสินค้าอื่นๆ เช่น เคมีภัณฑ์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากยุโรป
อย่างไรก็ตาม ทางด้านเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กล่าวต่อรัฐสภายุโรปเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ว่า EU จะดำเนินทุกมาตรการที่มีเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีน ซึ่งมองว่าอยู่ในระดับที่ “ไม่ยั่งยืน” ทางด้านฟอน แดร์ ไลเอิน ระบุว่า ยอดขาดดุลการค้าสินค้าระหว่าง EU กับจีนอยู่ที่ 3.606 แสนล้านยูโร (4.134 แสนล้านดอลลาร์) ในปี 2568 และเพิ่มขึ้นอีก 9% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ โดยตัวเลขดังกล่าวมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญ “China shock” ระลอกที่สองจากการลดลงของภาคการผลิต ทั้งนี้ EU ระบุว่า การส่งออกสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้น ทั้งเคมีภัณฑ์ แบตเตอรี่ และรถยนต์ มีสาเหตุจากกำลังการผลิตส่วนเกิน ขณะที่รัฐบาลจีนปฏิเสธข้อวิจารณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าความกังวลของยุโรปเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจและกำลังการผลิตส่วนเกินเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า และมีเป้าหมายจำกัดจีน
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)