ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. ศุภจีสั่งลุย CEPA ไทย-ยูเออี เร่งปั๊มจีดีพีประเทศ (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 21 กันยายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงที่จะกลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง หลังจากการเจรจาครั้งที่ 4 ช่วงเดือนกันยายน 2566 สิ้นสุดลง เพราะยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้บางประเด็นแม้การเจรจาจะมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% ซึ่งระเด็นที่เคยเป็นปัญหา ขณะนี้ 2 ฝ่ายหาข้อสรุปร่วมกันได้แล้ว จึงจะกลับมาเจรจาส่วนที่เหลือ เพื่อให้ 2 ฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงในการสร้างแต้มต่อทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านต่างๆ ได้โดยเร็ว ทั้งนี้ ไทย- UAE ออกแถลงการณ์ประกาศเปิดการเจรจา CEPA อย่างเป็นทางการผ่านระบบการประชุมทางไกลเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 และได้เจรจากันมาแล้ว 4 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26-28 กันยายน 2566 และในครั้งนี้ สามารถสรุปผลการเจรจาได้เกือบหมดแล้ว เหลือเพียงบางประเด็น และบางสินค้า ที่เป็นความอ่อนไหวของไทย และอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ หากเปิดเสรีให้กับ UAE ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องหารือกันอย่าง เข้มข้น เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน คาดว่าจะปิดการเจรจาได้ในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดทำ CEPA ไทย-UAE นั้น เมื่อบังคับใช้แล้ว จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทยเพิ่มขึ้นได้อีก 318-357 ล้านเหรียญสหรัฐ และการส่งออกเพิ่มขึ้น 190-243 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าที่คาดว่าไทยจะส่งออกมากขึ้น เช่น อาหาร, สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย, ผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์, ไม้, ยางพารา, พลาสติก, เคมีภัณฑ์, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์และชิ้นส่วน ส่วนสาขาบริการที่คาดว่าจะมีธุรกรรมเพิ่มขึ้น เช่น การขนส่ง, การเงิน และบริการด้านธุรกิจ
นายดนุชา พิชยนันท์
เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์
2. คุม 'ดาต้าเซ็นเตอร์' หลักเกณฑ์บังคับใช้ต.ค. 69 (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 กันยายน 2569)
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำเสนอข้อมูลรายละเอียด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาวางเกณฑ์ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ว่า ขณะนี้หน่วยงานต่างๆส่งข้อมูลเข้ามาแล้ว อาทิ เรื่องผู้ให้บริการปัจจุบัน เกณฑ์จัดแบ่งขนาดดาต้าเซ็นเตอร์ ค่าเฉลี่ยข้อมูลการใช้ไฟและน้ำ เป็นต้น ส่วนหลักเกณฑ์เรื่องไฟฟ้า ทางกระทรวงพลังงานจะต้องนำไปดำเนินการว่าจะมีเกณฑ์ควบคุมการใช้ปริมาณเท่าไร ส่วนอัตราค่าไฟมีอยู่แล้ว ซึ่งจะใช้อัตราค่าไฟสำหรับกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ นอกจากนี้ จะมีการออกเกณฑ์ควบคุมขนาดของแต่ละประเภท หากเข้าเกณฑ์รูปอุตสาหกรรมก็ต้องไปตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่กำหนด โดยจะต้องไม่ให้กระทบภาคครัวเรือน แต่คิดว่าดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล ควรกำหนดระดับการใช้ไฟ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป ส่วนความชัดเจนจะต้องวางเกณฑ์ที่เท่าไรนั้น ต้องรอการพิจารณาของบอร์ดฯ ก่อน ส่วนไทม์ไลน์การดำเนินการหลังครบกำหนดได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน เมื่อได้ข้อสรุปรายละเอียดต่างๆ และความต้องการในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์เรียบร้อย จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการร่างนโยบายสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ และจะต้องไปดูว่ามีกลไกการพิจารณาอย่างไร เพื่อไม่ให้กระจัดกระจาย ส่วนหน่วยงานที่จะมาเป็นเจ้าภาพต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเกณฑ์ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ จะดำเนินการบังคับใช้จริงได้ไม่เกินกลางเดือนตุลาคม 2569 เพราะปัจจุบันนักลงทุนในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ต่างรอดูความชัดเจนของเกณฑ์ต่างๆ ที่จะออกมาอย่างใกล้ชิด หากผลักดันออกมาได้เร็วและรอบคอบจะส่งผลดีต่อการกำกับดูแลที่เหมาะสมต่อไป
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ส.อ.ท. พร้อมรับรอง MiT 3 อุตฯ ยุทธศาสตร์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 กันยายน 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการข้อเสนอกลไกการดำเนินการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมเศรษฐกิจผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ โดยมุ่งเน้นผลักดันผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมระบบราง และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบรับนโยบายดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงประกาศความพร้อมในการให้การรับรองสินค้า Made in Thailand (MiT) แก่ผู้ประกอบการใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ และมีโอกาสที่ภาครัฐจะเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างได้อีกมหาศาล ดังนี้ 1. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ : จากเหตุการณ์ชายแดนที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้มีการสนับสนุนภาครัฐ ดังนั้นการส่งเสริมใช้สินค้าจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ผลิตภายในประเทศ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคง ลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธและยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ และมีความพร้อมในการซ่อมบำรุง ผลิตอะไหล่ หรือพัฒนาอาวุธได้เองเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต โดยอุตสาหกรรมนี้มีงบประมาณด้านการเสริมสร้างกำลังกองทัพในปี พ.ศ. 2569 มูลค่า 34,076 ล้านบาท และมีการนำเข้าในปี พ.ศ. 2568 ประมาณ 83,518 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันรัฐมีการจัดซื้อจากผู้ประกอบการภายในประเทศเพียง 2%เท่านั้น จึงเป็นโอกาสใหญ่ของผู้ผลิตไทย 2. อุตสาหกรรมระบบราง : การใช้หัวรถจักรและขบวนรถไฟที่ประกอบภายในประเทศ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถไฟตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี และป้องกันการถูกผูกขาดเงื่อนไขและราคาชิ้นส่วนจากต่างชาติ โดยกระทรวงคมนาคมมีแผนความต้องการจัดซื้อระบบรางในช่วงปี พ.ศ. 2567-2577 (รวมหัวรถจักร ตู้โดยสาร และตู้สินค้า) มูลค่ารวมสูงถึง 203,860 ล้านบาท 3. อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ : ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านสาธารณสุข ลดพึ่งพาการนำเข้า และทำให้ประเทศสามารถจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเกิดสภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เช่น การระบาด COVID-19 เมื่อปี พ.ศ. 2562-2565 ที่ผ่านมา โดยในปี พ.ศ. 2568 มีการนำเข้าสูงถึง 95,185 ล้านบาท ขณะที่มีฐานงบประมาณรองรับจากการเบิกจ่ายของ 3 กองทุนหลักประกันสุขภาพของภาครัฐรวมกว่า 35,000 - 42,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วงปี พ.ศ. 2565-2569
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาครัฐถือเป็นผู้ซื้อหลักในทั้ง 3 อุตสาหกรรม หากภาครัฐปรับเปลี่ยนนโยบายจากการนำเข้าสินค้า มาเป็นการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ จะช่วยลดการใช้เงินตราต่างประเทศ ส่งเสริมการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ และขยายศักยภาพผู้ประกอบการไทยไปสู่ตลาดส่งออกได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สินค้าที่ผ่านการรับรอง Made in Thailand (MiT) จะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นแต้มต่อทางราคา 5% ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ สำหรับการพิจารณาออกใบรับรอง MiT ของ ส.อ.ท. นั้น ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ 4 สูตร เพื่อให้รองรับรูปแบบการผลิตที่หลากหลาย ได้แก่ สูตรที่ 1 (ต้นทุนในประเทศ) : ใช้วัตถุดิบ ค่าแรง และค่าผลิตในประเทศ ตั้งแต่ 40% ขึ้นไปของราคาสินค้า สูตรที่ 2 (วัตถุดิบนำเข้า) : มีสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่เกิน 60% ของราคาสินค้า สูตรที่ 3 (เปลี่ยนพิกัดสินค้า) : กรณีไม่ผ่านเกณฑ์สูตร 1 และ 2 โดยมีการนำเข้าวัตถุดิบมาผ่าน กระบวนการผลิตในไทย จนได้สินค้าสำเร็จรูปที่มีเลขพิกัดศุลกากรเปลี่ยนไปจากวัตถุดิบเดิม สูตรที่ 4 (กระบวนการผลิต) : วัตถุดิบนำเข้ามีพิกัดศุลกากรตรงกับสินค้าสำเร็จรูป ไม่ผ่านสูตร 3 แต่กระบวนการผลิตหรือแปรรูปที่มีกระบวนการซับซ้อน และต้องใช้ทักษะความชำนาญภายในประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ สามารถดำเนินการติดต่อประสานงานเพื่อขอยื่นรับการรับรอง MiT ได้ทันทีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หรือสามารถสอบถามรายละเอียดและประสานงานได้ที่งาน Made in Thailand (MiT) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ข่าวต่างประเทศ
4. IMF ห่วงหนี้สาธารณะโลกจ่อทะลุ 100% เร็วกว่าคาด จี้ทั่วโลกต้องรีบลดขาดดุล (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, ประจำวันที่ 21 กันยายน 2569)
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนว่า รัฐบาลทั่วโลกต้องรีบลดงบประมาณขาดดุลและควบคุมหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ให้ได้มากกว่านี้ โดยในงาน Qatar Economic Forum ที่นิวยอร์ก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “คริสตาลินา จอร์เจียวา” ผอ.ไอเอ็มเอฟระบุว่า เคยเตือนเรื่องการรัดเข็มขัดทางการคลังมาโดยตลอด แม้ตอนนี้หลายฝ่ายจะเริ่มเข้าใจปัญหาแล้ว แต่การลงมือทำจริงยังถือว่าน้อยเกินไป โดย IMF ประเมินว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกจะพุ่งสูงเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ภายในปี 2029 ซึ่งเร็กว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมถึง 2 ปี โดยตัวการหลักมาจากหนี้ที่พุ่งพรวดในสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งทาง IMF ได้พยายามผลักดันให้สหรัฐ หันมาใส่ใจสถานะทางการคลังของตัวเอง โดยจากการพูดคุยกับรัฐมนตรีคลัง “สกอตต์ เบสเซนต์” เริ่มตระหนักแล้วว่าสถานการณ์นี้ไม่ยั่งยืน และจำเป็นต้องทยอยลดการขาดดุลและหนี้สินลงทีละน้อย
อย่างไรก็ตาม หัวหน้า IMF ย้ำเตือนเล่าถึงความเสี่ยงจากหนี้ที่เพิ่มขึ้น พร้อมกระตุ้นให้ประเทศสมาชิก เร่งแก้ไข โดยเดือนที่ผ่านมาเธอกล่าวว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ รวมถึงสหรัฐ มีเส้นทางหนี้ที่น่าเป็นห่วงและต้องรีบวางนโยบายจัดการ นอกจากนี้ เธอยังชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงลดลงยาก ธนาคารกลางทั่วโลกจึง "อาจจำเป็น" ต้องเดินตามรอยธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางยุโรป ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยที่แพงขึ้นนี้จะทำให้การจ่ายหนี้เป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)