ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. อุตฯ ผนึก SME D Bank-กรมโรงงาน ดัน SMEs สู่ Green Industry เติมทุน 3% เติมความรู้ สร้างแต้มต่อธุรกิจยั่งยืน (ที่มา: มติชนออนไลน์, ประจำวันที่ 22 กันยายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานเปิดงานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ "การบูรณาการความร่วมมือ (MOU) ในการยกระดับผู้ประกอบการ SMEs สู่อุตสาหกรรมสีเขียว และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน" ผ่านโครงการ "SMEs พร้อมโต เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ยกระดับสู่ Green Industry" ระหว่าง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากกติกาการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานใหม่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน มาตรฐานการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการทำลายป่า โดยความร่วมมือของ 2 หน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับและเสริมสร้างประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ช่วยเพิ่มผลิตภาพ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสีย การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ทางด้านนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามนโยบาย ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในการบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถก้าวสู่การเป็น "อุตสาหกรรมสีเขียว" (Green Industry) ได้อย่างเป็นระบบ และเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล กฎระเบียบการค้ายุคใหม่ ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูง เศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึง แรงกดดันจากระเบียบการค้าใหม่ของโลก ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้าง "แต้มต่อ" ในการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ที่จะเติบโตเคียงข้างสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมโรงงานฯ นอกจากจะมีพันธกิจในการควบคุมดูแลธุรกิจอุตสาหกรรมให้ประกอบการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัยแล้ว ยังส่งเสริมการบริหารการผลิต การแปลงเครื่องจักรเป็นทุน การจัดการพลังงาน และการจัดการมลพิษและวัตถุอันตราย ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน จึงหวังว่า ความร่วมมือระหว่าง กรมโรงงานฯ และ SME D Bank จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจ ไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สองหน่วยงานจะร่วมกันเติมเต็มศักยภาพ ตลอดจน อำนวยความสะดวก และปลดล็อกข้อจำกัดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ผ่านการถ่ายทอดความรู้ พัฒนากระบวนการและขั้นตอน ตลอดจนพาถึงแหล่งทุน โดย SME D Bank จัดเตรียมเงินทุนดอกเบี้ยต่ำไว้รองรับ สนับสนุนเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้อย่างราบรื่น ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อ "SME Green Productivity" ดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มจำนวน สามารถนำไปยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียว
นายผยง ศรีวณิช
ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และประธานสมาคมธนาคารไทย
2. กกร. จี้รัฐผลักดันการลงทุนใหม่ให้ถึงระดับจังหวัด เพิ่มขีดแข่งขัน-จ้างงาน-สร้างรายได้ให้ประเทศ (ที่มา: เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 22 กันยายน 2569)
นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า โจทย์สำคัญ คือ การผลักดันการลงทุนของประเทศ โดยมองว่าการลงทุนไม่ควรมองเพียงแค่วันนี้ พรุ่งนี้ หรือเมื่อวาน เนื่องจากไทยพึ่งพาฐานการลงทุนเดิมมานานกว่า 20 ปีแล้ว และต้องเปลี่ยนจากการสื่อสารที่อาจไม่มีตัววัดผลที่ชัดเจน ไปสู่ตัววัดที่ชัดเจน ทั้งนี้ ในปัจจุบันเห็นกระแสเงินทุนและนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Investor) สนใจประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการดึงดูดทุนต่างชาติให้เลือกประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก สิ่งสำคัญคือไทยต้องสร้างรากฐานรองรับ โดยเฉพาะพลังงานสะอาด (Clean Energy) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อให้อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม และให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ถึงแม้ปัจจุบันภาครัฐจะเน้นการประคองเศรษฐกิจ แต่เป้าหมายต้องนำไปสู่การลงทุนใหม่ (New Investment) เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ การจ้างงานใหม่ ทักษะใหม่ และรายได้ใหม่ให้แก่ประเทศ ขณะเดียวกัน ความยากอยู่ที่รายละเอียดของการเชื่อมโยง โดยต้องเร่งบูรณาการข้อมูลเพื่อวัดผลการลงทุนจริง ผ่าน 3 การเชื่อมโยงสำคัญ ได้แก่ 1. เชื่อมข้อมูล BOI กับ GPP นำตัวเลขการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไปวัดผลผ่านผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) เพื่อให้เห็นผลในแต่ละจังหวัด 2. เชื่อมข้อมูลการจ้างงาน เชื่อมโยงกับตัวเลขการจ้างงานของกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้เห็นว่าการลงทุนส่งผลกระทบต่อแรงงานจริงหรือไม่ และ 3. เชื่อมข้อมูลสินเชื่อกับ ธปท. เชื่อมกลับไปยังตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องการปล่อยสินเชื่อ เพื่อดูว่าสินเชื่อกระจายไปทุกภาคส่วนหรือไม่
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา มีการผลักดันให้ประเทศจัดงาน Bangkok Business Summit และงาน Gastech 2026 เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันจัดงานขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่เพียงกิจกรรมสั้นๆ ครั้งเดียวจบ แต่งานดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดกระแสเงินทุน และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Investor) ให้เข้ามาศึกษาข้อมูลและพิจารณาเลือกประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
3. FTA ไทย-EU ยังเจรจาไม่จบ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ยังไม่ได้ข้อยุติ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 กันยายน 2569)
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ในประเด็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ว่า ในประเด็นดังกล่าว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญกับข้อกังวลของทุกภาคส่วน และขอให้แยกแยะระหว่างสิทธิของเกษตรกรตามกฎหมายไทยในปัจจุบันกับข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการเจรจาออกจากกัน เนื่องจากข้อเสนอของ EU ยังไม่ใช่ข้อตกลงที่ไทยยอมรับ และการเจรจายังไม่ได้ข้อยุติ โดยกระทรวงพาณิชย์ยืนยันหลักการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งเกษตรกร ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้บริโภค เนื่องจากเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสิทธิเกษตรกร สิทธินักปรับปรุงพันธุ์ ต้นทุน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหาร โดยทีมไทยกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการค้าระหว่างประเทศกับการดูแลเกษตรกร โดยจะไม่สรุปผลล่วงหน้าก่อนการเจรจาจบลง ซึ่งการเจรจา FTA ไม่ได้ทำให้กฎหมายไทยเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ หากความตกลงขั้นสุดท้ายมีข้อผูกพันที่เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด และหากจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายใน จะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงการเจรจาแล้วกฎหมายไทยจะเปลี่ยนทันที
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามการเจรจาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องหารือต่อ แม้ฝ่าย EU จะมีข้อเสนอให้แต่ละฝ่ายคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชตาม UPOV 1991 แต่เอกสาร ดังกล่าวเป็นข้อเสนอของ EU ที่ใช้เป็นฐานสำหรับการเจรจา ไม่ใช่ข้อความสุดท้ายที่ไทยและ EU ตกลง ร่วมกันแล้ว ดังนั้น การระบุว่าไทยตกลงเข้า UPOV 1991 แล้ว หรือไทยตกลงแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว จึงยังไม่ตรงกับสถานการณ์เจรจาในขณะนี้ โดยสิทธิของเกษตรกรไทยในปัจจุบันยังคงอยู่ภายใต้พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 (มาตรา 33) ซึ่งอนุญาตให้เกษตรกรเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่ตนผลิตเองไว้เพาะปลูกต่อได้ รวมถึงข้อยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัย ปรับปรุงพันธุ์ และการกระทำที่ไม่ใช่เพื่อการค้า
ข่าวต่างประเทศ
4. เกาหลีใต้ส่งออกพุ่งแรง 78% ช่วง 20 วันแรกเดือนก.ย. อานิสงส์ดีมานด์ชิปแข็งแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 22 กันยายน 2569)
สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้ (KCS) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกในระหว่างวันที่ 1-20 กันยายน 2569 ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้น 78% แตะระดับ 7.14 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกชิปที่แข็งแกร่ง โดยตัวเลขดังกล่าวถือเป็นมูลค่าสูงสุดสำหรับการส่งออกช่วง 20 วันแรกของเดือน โดยสถิติสูงสุดเดิมอยู่ที่ 6.17 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 20 วันแรกของเดือนมิถุนายนปีนี้ ขณะที่ยอดการนำเข้าเพิ่มขึ้น 26.7% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 4.84 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่งผลให้เกาหลีใต้เกินดุลการค้าอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายผลิตภัณฑ์พบว่า ยอดส่งออกชิปทะยานขึ้นถึง 259% แตะระดับ 3.412 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนยอดส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและรถยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 47.8% และ 9.3% สู่ระดับ 4 พันล้านดอลลาร์ และ 3.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ส่วนยอดส่งออกสินค้ากลุ่มอื่นๆ ที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เหล็กและเรือ ซึ่งมียอดส่งออกเพิ่มขึ้น 8% และ 63% ตามลำดับ สวนทางกับยอดส่งออกอุปกรณ์เคลื่อนที่ลดลง 0.4% ทั้งนี้ เมื่อจำแนกเป็นรายประเทศ พบว่า ยอดส่งออกไปยังประเทศจีนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า สู่ระดับ 1.66 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 118% สู่ระดับ 1.42 หมื่นล้านดอลลาร์
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)