ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. "วราวุธ" ร่วมต้อนรับ รมว.METI ญี่ปุ่น หารืออุตสาหกรรมอนาคต 2 ประเทศ ดันรถยนต์ HEV-MHEV-EV พลังงานสะอาด เชื่อม Supply Chain สร้างงาน เพิ่มลงทุนเสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย (ที่มา: บ้านเมืองออนไลน์, ประจำวันที่ 23 กันยายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมคณะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หารือทวิภาคีกับ นายอากาซาวะ เรียวเซ (H.E. Mr. AKAZAWA Ryosei) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมและพลังงานระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ณ ห้องงาช้าง อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง โดยมีนายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นายโอตากะ มาซาโตะ (H.E. Mr. OTAKA Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และนายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม และมีนายนรุณ สุขสมาน รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เข้าร่วมสังเกตการณ์ สำหรับการหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายในหลายมิติ ได้แก่ 1) การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ ตามแนวทางที่หลากหลาย (Multi-Pathway) ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฮบริด (HEV) รถยนต์ไมลด์ไฮบริด (MHEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมไปถึงการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการพัฒนาระบบบริหารจัดการรถยนต์ที่หมดอายุการใช้งาน การจัดการซากแบตเตอรี่ 2) การส่งเสริมอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพผ่านนโยบายการคลัง 3) ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยกับญี่ปุ่น เช่น ความร่วมมือภายใต้ POWERR Asia ด้านการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ และการซื้อขายในตลาดคาร์บอน เป็นต้น รวมถึงการเตรียมจัดการประชุมกลไกการหารือไทย-ญี่ปุ่นว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานและอุตสาหกรรม (EID) ครั้งที่ 2 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Connectivity) พลังงานชีวภาพ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการหารือครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชน และภาคธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการขยายตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การสร้างงาน และพัฒนาทักษะแรงงานไทย ตลอดจนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นผ่านการส่งเสริมพลังงานสะอาดและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
2. 'อาเซียน-ฮ่องกง' ลงนาม พิธีสาร 'AHKIA' เปิดตลาดการลงทุน (ที่มา: เว็บไซต์แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 กันยายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อาเซียนและฮ่องกงได้ลงนามในพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (ASEAN-Hong Kong, China Investment Agreement: AHKIA) ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ฮ่องกง (AEM-HKC) ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานของความตกลงดังกล่าว สามารถนำอาเซียนและฮ่องกงบรรลุข้อตกลงเพิ่มเติมเรื่องการเปิดตลาดการลงทุนได้สำเร็จ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างสองฝ่าย และจะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงขยายโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาค โดยพิธีสารฉบับดังกล่าวเป็นการผนวกผลสำเร็จของการจัดทำตารางข้อสงวนการเปิดตลาดการลงทุน ซึ่งมุ่งเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของไทยในสาขาที่ฮ่องกงมีศักยภาพ อาทิ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ รวมถึงแผ่นวงจรพิมพ์ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนขยายโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในฮ่องกงในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เชื่อมโยงกับตลาดจีนภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ สำหรับข้อผูกพันเปิดตลาดการลงทุนของไทยภายใต้พิธีสารฉบับนี้ ไม่กระทบต่อสิทธิในการกำกับดูแลและการกำหนดนโยบายของรัฐ อีกทั้งไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายในประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากข้อผูกพันดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมาตรการที่ใช้บังคับอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยไทยได้พิจารณาอย่างรอบคอบให้สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงสาขาที่ฮ่องกงมีความสนใจและมีศักยภาพในการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ความตกลง AHKIA มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 และมีผลใช้บังคับครบทุกภาคี เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 โดยครอบคลุมเรื่องการคุ้มครอง การส่งเสริม และการอำนวยความสะดวกการลงทุน ขณะที่ประเด็นการเปิดตลาดการลงทุน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่คงค้างอยู่ ได้เริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2564 ก่อนที่สองฝ่ายจะสามารถสรุปผลการเจรจา พร้อมดำเนินการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย (Legal Scrubbing) และตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) แล้วเสร็จเมื่อเดือนเดือนมีนาคม 2569 โดยความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านการลงทุนระหว่างอาเซียนกับฮ่องกง ส่งเสริมความโปร่งใส และความคาดการณ์ได้ของกฎระเบียบ อันจะช่วยลดอุปสรรคในการลงทุน สร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุน ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. บีโอไอผนึกอาเซียนเร่งปั้นคนรับคลื่นลงทุนใหญ่ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 กันยายน 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเป็นผู้แทนรัฐบาลเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีเขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Area Council) ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อกำหนดทิศทางส่งเสริมการลงทุนของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล โดยฝ่ายไทยเน้นย้ำถึงการยกระดับอาเซียน เพื่อเตรียมรับคลื่นลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมพร้อม ทั้งการพัฒนาบุคลากร วิจัยและพัฒนา (R&D) รวมทั้งการพัฒนาซัพพลายเชนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอาเซียน โดยในปี 2568 ภูมิภาคอาเซียนมีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ารวม 246,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 8.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% สูงกว่าการเติบโตของ FDI ทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของ FDI รวมทั่วโลก ส่งผลให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับ FDI มากที่สุดและเติบโตรวดเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และมีมูลค่า FDI สูงกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเป็นครั้งแรก ตอกย้ำบทบาทที่เปลี่ยนไปของอาเซียนในฐานะ หมุดหมายสำคัญของการลงทุนโลก ขณะที่ไทยได้รับ FDI ไหลเข้ามูลค่ากว่า 6.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนในภาคบริการภาคการเงิน และภาคการผลิต ขณะที่การลงทุนด้านข้อมูลและการสื่อสารเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งนี้ ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ชี้ว่า รูปแบบ FDI โลกและอาเซียนกำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ไปสู่การลงทุนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Investment) มากขึ้น เช่น การลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร การให้บริการทางเทคนิค และบริการสนับสนุนภาคธุรกิจในด้านต่างๆ โดยมีสัดส่วนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจาก 44% ช่วงปี 2548-2553 เป็น 64% ช่วงปี 2563-2568 และขยายตัวเร็วกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตนเกือบ 2 เท่า ขณะที่การลงทุนด้าน R&D ของอาเซียนยังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น สะท้อนโอกาสของอาเซียน รวมถึงไทย ในการดึงดูด FDI คุณภาพสูงที่ช่วยสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มภายในภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งไทยและอาเซียนจำเป็นต้องเร่งพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัลขั้นสูง และวิศวกรรม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลและบีโอไอให้ความสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังได้เห็นพ้องกับแนวทางองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ว่า การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในปัจจุบันไม่ควรพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการอนุมัติที่คล่องตัว กฎระเบียบที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และบริการดูแลนักลงทุนครบวงจร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาฐานการลงทุนคุณภาพสูงในระยะยาว ทั้งนี้ บีโอไอได้นำเสนอต่อที่ประชุมถึงความคืบหน้าในการยกระดับระบบนิเวศการลงทุนของไทย โดยเฉพาะกลไก Thailand FastPass ซึ่ง มุ่งเร่งรัดกระบวนการอนุมัติให้เร็วกว่าเดิม 20-50% ตลอดจนประสานแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน เพื่อสนับสนุนให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าวต่างประเทศ
4. เวียดนามเผยเจรจาการค้าสหรัฐฯ คืบหน้าด้วยดี คาดใกล้ลงนามข้อตกลงเร็วๆ นี้ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 23 กันยายน 2569)
รัฐบาลเวียดนาม เปิดเผยว่า การเจรจาความตกลงทางการค้าระหว่างเวียดนามกับสหรัฐฯ ดำเนินไปด้วยดีและมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงและลงนามร่วมกันได้ในเร็ววันนี้ ซึ่งท่าทีเชิงบวกดังกล่าวมีขึ้นหลังการพบปะหารือระหว่าง โต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม กับ เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่ผู้นำเวียดนามเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) โดยในการหารือครั้งนี้ ผู้นำเวียดนามเรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้แนวทางที่ครอบคลุมและรอบด้านในการคลี่คลายประเด็นการค้าที่ยังคั่งค้าง รวมถึงกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับการไต่สวนตามมาตรา 301 แห่งรัฐบัญญัติการค้า ค.ศ. 1974 ของสหรัฐฯ ซึ่งความตกลงทางการค้านี้จะช่วยวางกรอบความร่วมมือระยะยาวด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศให้มีความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม โต เลิม กล่าวยืนยันกับเกรียร์ว่า เวียดนามได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อกระชับความร่วมมือและเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพื่อลดช่องว่างการได้เปรียบดุลการค้าของเวียดนาม นอกจากนี้ คณะผู้แทนเจรจาของทั้งสองฝ่ายได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่จนมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ใกล้ข้อสรุปขั้นสุดท้ายแล้ว
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)