ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. หารือสหรัฐสร้างเชื่อมั่น ไทยมีศักยภาพระยะยาว (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 24 กันยายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมคณะของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และได้เข้าร่วมการหารือกับแบงก์ออฟอเมริกา ผู้บริหารสถาบันการเงินและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ ไมโครซอฟท์ และ แปซิฟิก อินเวสเมนต์แมเนจเมนต์คอมพานีหรือพิมโค รวมถึงกองทุนขนาดใหญ่กว่า 10 แห่ง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งการร่วมหารือในครั้งนี้ ฝ่ายไทยได้นำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่นเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาดความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาทักษะบุคลากร ซึ่ง บรรดานักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเห็นโอกาสจากการที่ประเทศไทยมีผลประกอบการและตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อีกทั้งยังได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือประกอบกับผลงานของตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในการแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักลงทุนต่างประเทศ มีคำถามสำคัญเกี่ยวกับท่าทีและนโยบายของประเทศไทยต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งฝ่ายไทยได้ชี้แจงชัดเจนว่า ประเทศไทยมองทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรที่สำคัญเท่าเทียมกัน โดยยึดหลักการบริหารความสัมพันธ์อย่างสมดุลและการมุ่งเน้นผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อยืนยันว่าไทยไม่ได้เลือกข้าง แต่พร้อมที่จะเปิดรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม การพบปะกับภาคเอกชนและสถาบันการเงินระดับโลกในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสื่อสารทิศทางนโยบายของรัฐบาลไทย รวมถึงการปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต ทั้งด้านการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและเทคโนโลยีซึ่งข้อคิดเห็นและมุมมองที่ได้รับจากนักลงทุนจะถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลต่อยอดในการขับเคลื่อนนโยบายการค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
2. "วราวุธ" สั่ง กนอ. รับมือพายุฝน 24-27 ก.ย. ป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ภาคกลาง (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 24 กันยายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง เปิดเผยถึงกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนภัยเรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ซึ่งมีผลกระทบในช่วงวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ว่า ขณะนี้ตนได้รับรายงานจากนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยได้สั่งการด่วนให้ทุกนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เสี่ยงตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเต็มพิกัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และปกป้องฐานการผลิตสำคัญของไทย สำหรับนิคมอุตสาหกรรมบางปู ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน มีกำลังการสูบน้ำรวมสูงถึง 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการน้ำเชิงรุกด้วยการขุดลอกรางระบายน้ำอย่างสม่ำเสมอ พร่องน้ำในบ่อรับน้ำฝนให้ต่ำอยู่เสมอเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมา รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการระบายน้ำและขุดลอกจุดเสี่ยง นอกจากนี้ ยังได้นำระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะมาใช้ ได้แก่ การติดตั้งระบบ CCTV ระบบควบคุมด้วย SCADA และระบบตรวจวัดปริมาณน้ำฝนอัตโนมัติ พร้อมรายงานสถานการณ์ให้ผู้ประกอบการรับทราบอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของโครงสร้างป้องกัน ล่าสุดโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมนิคมฯ บางปู โซน 1 และโซน 2 ได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นใจในการป้องกันผลกระทบจากอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ทางด้านกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมนครหลวง นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) ได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามแผนเผชิญเหตุอุทกภัย โดยมีการวางระบบแนวป้องกันและคันดินด้วยการบดอัดคันดินแน่นเสริมด้วยวัสดุป้องกันและคอนกรีตเสริมความมั่นคง พร้อมตรวจสอบความมั่นคงของแนวคันกั้นน้ำอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมบ่อหน่วงน้ำภายในนิคมฯ เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนและหน่วงน้ำหลาก พร้อมเดินเครื่องสูบน้ำหลักและเตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง (Diesel Generator) ที่สามารถจ่ายไฟสำรองได้ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงในทุกสถานี ตลอดจนการบูรณาการภายนอกด้วยการติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหกจากกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและตรวจวัดระดับน้ำทั้งภายในและภายนอกตลอด 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่อื่นๆ เช่น จังหวัดปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา แม้จะมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ราบลุ่มต่ำตามสภาพภูมิประเทศ แต่ในส่วนของพื้นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ และยังคงสามารถดำเนินกิจการได้อย่างเป็นปกติ ทั้งนี้ ทุกนิคมอุตสาหกรรมภายใต้การกำกับดูแลได้ปฏิบัติตาม 8 มาตรการป้องกันอุทกภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งมีการซ้อมแผนเผชิญเหตุและแผน BCP (Business Continuity Plan) ร่วมกับผู้ประกอบการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงสร้างพื้นฐาน ระบบป้องกันน้ำท่วม และสายโซ่การผลิตในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญจะปลอดภัยและสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวิกฤตนี้ นอกจากนี้ ศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือ โดยจัดเตรียมถุงยังชีพ เพื่อกระจายเข้าช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดแก่ผู้ประสบภัยในแต่ละพื้นที่ หากพี่น้องประชาชนประสบปัญหา สามารถแจ้งได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วน 1564
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
3. "ไทย-จีน" เคาะชื่อสินค้า GI (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 24 กันยายน 2569)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงการหารือทวิภาคีร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน (CNIPA) และสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (SAMR) ที่กรุงปักกิ่งว่า เพื่อเร่งผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโครงการนำร่องสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 3+3 ไทย-จีน ซึ่งเป็นความร่วมมือแลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ระหว่างกันฝ่ายละ 3 สินค้า ซึ่งในการหารือกับ CNIPA กรมได้นำส่งคำขอขึ้นทะเบียน GI ของไทย 3 สินค้า ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ต่อ CNIPA เพื่อยื่นจดทะเบียนในจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งรับคำขอขึ้นทะเบียน GI ของจีน 3 สินค้า ได้แก่ เหล้าเหมาไถกุ้ยโจว ชาเพิ่งหวงตานฉง และเครื่องเคลือบดินเผาสีขาวเต๋อฮั่ว เพื่อนำกลับมาดำเนินการขึ้นทะเบียนในไทยเช่นกัน โดยสองฝ่ายจะดำเนินการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในช่วงต้นปีหน้า เพื่อเปิดตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าชุมชนไทยสู่ตลาดจีน
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการยกระดับงานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมได้แลกเปลี่ยนแนวทางการนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในระบบบริการ เช่น ระบบ "AI Image Search" และ "Trademark Checker" สำหรับช่วยสืบค้นเครื่องหมายการค้า จากฐานข้อมูลจำนวนมหาศาล และระบบพิจารณาคำขอแบบเร่งด่วน (Fast-Track) โดยเฉพาะสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น และหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดทำความร่วมมือเรื่องการแลกเปลี่ยนผลการตรวจสอบสิทธิบัตรระหว่างกันช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบคำขอที่ซ้ำซ้อนในการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร
ข่าวต่างประเทศ
4. ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐสูงสุดรอบกว่า 5 ปีในเดือนก.ย. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 24 กันยายน 2569)
เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.4 ในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 62 เดือน จากระดับ 56.0 ในเดือนสิงหาคม โดยดัชนี PMI ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคการผลิตและภาคบริการ โดยมีการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานและคำสั่งซื้อใหม่ ขณะที่ภาคธุรกิจยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการขยายตัวของอุปสงค์และภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 57.0 ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 52 เดือน จากระดับ 53.9 ในเดือนสิงหาคม โดยดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิต
อย่างไรก็ตาม ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.7 ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 59 เดือน จากระดับ 56.5 ในเดือนสิงหาคม โดยดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคบริการ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)