ข่าวในประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์
1. คต.ถกจีนตั้งกลไกเฝ้าระวังนำเข้า-ทุ่มตลาด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 กันยายน 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดี คต. พร้อมคณะ เข้าร่วมการประชุมความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าจีน-ไทย ครั้งที่ 8 กับ Trade Remedy and Investigation Bureau (TRB) กระทรวงพาณิชย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในการประชุมไทยได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งกลไก "Early Warning" ระหว่างไทย-จีน เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงสัญญาณที่อาจนำไปสู่ปัญหาด้านการทุ่มตลาด โดยมุ่งสร้างช่องทางแจ้งเตือนและหารือระหว่างหน่วยงานของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่สถานการณ์จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพัฒนาไปสู่ข้อพิพาททางการค้า ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าว มีขึ้นภายหลังการนำเข้าสินค้าจากจีนของไทยในช่วง 2 ไตรมาสแรกปี 2569 มีมูลค่าประมาณ 2.21 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.55% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ท่ามกลางความกังวลของผู้ประกอบการไทยต่อการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากช่องทางการค้าปกติ และการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) จึงเห็นว่าการมีกลไกติดตามและแจ้งเตือนล่วงหน้า จะช่วยให้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถติดตามแนวโน้มการค้าและรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นทางเทคนิค/กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการไต่สวน เพื่อใช้มาตรการเยียวยาทางการค้าในการคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในกระบวนการไต่สวน รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือผู้ส่งออกของไทยและจีนในกรณีที่ถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า
อย่างไรก็ตรม คต.ขอย้ำว่า แนวคิดการจัดตั้งกลไก Early Warning ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างไทยและจีน แต่เพื่อส่งเสริมให้การใช้มาตรการเป็นไปอย่างเหมาะสม เป็นธรรม และเท่าที่จำเป็น ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาททางการค้า และรักษาความราบรื่นและความยั่งยืนของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ไทยยืนยันความพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือกับ TRB อย่างใกล้ชิด ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานพาณิชย์ในประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง พร้อมเชิญฝ่ายจีนเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าไทย-จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในปี 2570
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. ปักธง 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ดึงทุนเซมิคอนดักเตอร์ 2.5 ล้านล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 กันยายน 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีการเห็นชอบ "ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ" นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการวางทิศทางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดโรดแมป 3 ระยะ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร และขับเคลื่อนเป้าหมาย "ชิปเมดอินไทยแลนด์" พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุน 5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี (ค.ศ.2030) และกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ภายใน 25 ปี (ค.ศ.2050) ขยายรายได้รวมของอุตสาหกรรมสู่ 5 ล้านล้านบาท และสร้างงานเพิ่มเติมกว่า 230,000 ตำแหน่ง สำหรับโรดแมประยะแรกภายในปี 2573 จะเร่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานการประกอบและทดสอบชิป ยกระดับสู่การประกอบและทดสอบขั้นสูง และวางรากฐานการผลิตชิปในส่วนต้นน้ำ , ระยะที่ 2 ภายในปี 2583 จะเร่งดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาเติมเต็มห่วงโซ่อุปทาน และระยะที่ 3 ภายในปี 2593 ตั้งเป้าให้ไทยมีซัพพลายเชนที่ครบวงจร และสร้างผู้ประกอบการไทยให้เป็น Local Champion ส่วนผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ฯ ได้ปักธงเซมิคอนดักเตอร์ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. โฟโตนิกส์ เทคโนโลยี ที่ใช้แสงในการรับส่งและประมวลผลข้อมูล รองรับการเติบโตของ AI, ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบสื่อสารความเร็วสูง 2. ชิปสำหรับระบบไฟฟ้า ซึ่งมีความต้องการสูงจากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้า 3. เซนเซอร์ ต่อยอดจากขีดความสามารถ MEMS ของไทยสู่ IoT ระบบอัตโนมัติ ยานยนต์ อุปกรณ์อัจฉริยะ และการแพทย์
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังเห็นชอบแผนงาน "Siam Silica" เป็นกลไกด้านกำลังคน เพื่อผลิตบุคลากรทักษะสูงรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยตั้งเป้าผลิตกำลังคนรวม 86,600 คน ภายในปี 2573 โดยช่วง 3 ปีครึ่ง หรือปี 2566-เดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยแล้ว 879 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 909,000 ล้านบาท สำหรับเป้าหมาย "ชิปเมดอินไทยแลนด์" สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากเราเดินหน้าขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์โดยผนึกกำลังทุกภาคส่วน โดยมี Siam Silica เป็นกลไกสำคัญในการสร้างบุคลากรไทยให้พร้อมเป็นผู้คิดค้น ผู้ผลิต และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ฐานนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่แข่งขันได้บนเวทีโลก
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ
ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
3. กนอ.แจง “มาบตาพุด เฟส 3” คืบหน้าตามแผน เผย 9 เดือนแรกยอดขายที่นิคมฯ รวม 6 พันไร่ (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 25 กันยายน 2569)
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 55,400 ล้านบาท ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศว่า ขณะนี้งานโครงสร้างพื้นฐานช่วงที่ 1 (การขุดลอกและถมทะเล 1,000 ไร่) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (GMTP) ได้แล้วเสร็จและส่งมอบพื้นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเอกชนคู่สัญญาได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างท่าเรือก๊าซ (ในพื้นที่แปลง B) ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 พบว่า ความคืบหน้าการก่อสร้างไปแล้ว 33.53 % สำหรับการดำเนินงานช่วงที่ 2 ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ท่าเรือสินค้าเหลว (แปลง A) ขนาด 200 ไร่ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงานหรือธุรกิจ ที่เกี่ยวเนื่อง (แปลง C) ขนาด 150 ไร่ รวมเป็น 350 ไร่นั้น กนอ. ได้ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงาน โดยนำเสนอขอความเห็นชอบเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินโครงการจากรูปแบบ PPP เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 ส่วนความพร้อมของการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Smart Park ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC อำเภอเมือง จังหวัดระยอง บนพื้นที่รวมกว่า 1,383.76 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม 621.55 ไร่ ได้รับการพัฒนาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (Smart & Green Industry) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยขณะนี้งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลัก ไม่ว่าจะเป็นถนน ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสารใต้ดิน ได้ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ 100% พร้อมรองรับการเข้ามาตั้งฐานการผลิตของผู้ประกอบการทันที
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม - กันยายน 2569) พบว่า ภาพรวมการขายและเช่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศสามารถกวาดยอดขายพื้นที่รวมได้ประมาณ 6,000 ไร่ โดยเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ตอบโจทย์การดำเนินนโยบายการลงทุนตรงจากต่างประเทศหรือ FDI (Foreign Direct Investment) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มการเกษตร กลุ่มแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศในแถบยุโรป จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ทั้งนี้ กนอ.ยังได้ยกระดับบทบาทสู่การเป็น “FDI Acceleration Platform”เต็มรูปแบบ ด้วยการนำเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าและการขายแบบบูรณาการ (Salesforce และ AI Agentforce) เข้ามาขับเคลื่อน เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนสามารถค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบแปลงที่ดินผ่านระบบ GIS รองรับการใช้งานถึง 4 ภาษา (ไทย, อังกฤษ, จีน, ญี่ปุ่น) ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าวต่างประเทศ
4. OECD ชี้ AI เป็นดาบสองคม ช่วยหนุนเศรษฐกิจเติบโต แต่สร้างความเสี่ยง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 25 กันยายน 2569)
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดเผยในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับกลางปี (Economic Outlook Interim Report) ที่เผยแพร่ในวันพุธที่ 23 กันยายน 2569 ที่ผ่านมาว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นทั้งปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกด้วย โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การลงทุนและการผลิตที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวมที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้บางส่วน ขณะเดียวกัน อัตราการเติบโตรายปีของเศรษฐกิจโลกได้ชะลอตัวลงสู่ระดับ 2.6% ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งลดลงจากระดับ 3.6% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ทั้งนี้ OECD ชี้ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ในไตรมาส 2/2569 ของหลายประเทศได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า OECD คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ระดับ 2.9% ในปี 2569 และ 3.0% ในปี 2570 โดยในหลายประเทศของกลุ่ม G20 นั้น การใช้จ่ายและการผลิตที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังคงเป็นปัจจัยหนุนการเติบโต โดยรายงานของ OECD ยังระบุว่า การขยายตัวของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และการผลิตที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในประเทศต่างๆ อาจช่วยเพิ่มแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ OECD เตือนว่า ภาวะขาดแคลนพลังงานในอนาคตอาจสร้างความเสียหายอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่าง AI ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาพลังงานในระดับสูง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI อาจต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ หรืออาจต้องใช้เวลานานกว่าที่ประเมินไว้ในปัจจุบัน
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)