ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. 'วราวุธ' ลั่นน้ำท่วมไม่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 29 กันยายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะที่กำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมของประเทศ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้มีความแตกต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เนื่องจากในปี 2554 เป็นมวลน้ำหลากมาจากทางภาคเหนือไหลลงมาท่วมพื้นที่ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา แต่ละนิคมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการสร้างคันกั้นน้ำรอบพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้วทุกแห่ง แต่สำหรับสถานการณ์ในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา เกิดจากสภาวะหย่อมความกดอากาศต่ำแช่ตัวในกรุงเทพฯ ไม่เคลื่อนตัวออกไป ทำให้เกิดฝนตกหนักสะสม และขังอยู่ในพื้นที่ตัวนิคมอุตสาหกรรมโดยตรง ทั้งนี้ จากรายงานเบื้องต้นยังไม่พบความเสียหายเชิงเศรษฐกิจในนิคมอุตสาหกรรม หรือมีความเสียหายเกิดขึ้นกับโรงงานอุตสาหกรรมในส่วนสำคัญ แม้จะมีน้ำเอ่อล้นเข้าพื้นที่ส่วนกลางบ้าง แต่ยังไม่เข้าถึงจุดสำคัญ โดยผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้จัดเตรียมกระสอบทรายและมาตรการป้องกันพื้นที่ของแต่ละโรงงานไว้แล้ว ซึ่งหากมีประเด็นความเสียหายเกิดขึ้น ทาง กนอ. พร้อมที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนและดูแลทันที ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ปัจจุบันพบน้ำท่วมขังในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม โดยมีระดับน้ำสูงตั้งแต่ประมาณ 20 เซนติเมตร ถึงเกือบ 50 เซนติเมตร ขณะนี้ กนอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังและนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลกำลังลดลง ไม่ใช่น้ำทะเลหนุนสูง จึงต้องฉวยโอกาสนี้เร่งระบายน้ำออกจากทุกพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำว่าการสูบระบายน้ำออกจากนิคมฯ ไปยังลำคลองและทางระบายน้ำ ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในชุมชนโดยรอบด้วย เนื่องจากประชาชนก็ประสบปัญหาน้ำท่วมจากปริมาณฝนที่ตกหนักเช่นกัน ตนได้กำชับให้ผู้ว่าการ กนอ. เข้าไปดูแลชุมชนรอบนิคมฯ อย่างใกล้ชิด ซึ่งในนิคมฯ บางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นนิคมเทคโนโลยีสูง (Hi-Tech) มีความจำเป็นต้องปกป้องระดับน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมไว้ แต่หากการสูบน้ำออกส่งผลกระทบให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน กนอ.ก็พร้อมเข้าไปช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้ตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ส่วนสถานการณ์ตอนนี้ ตราบใดที่สภาพอากาศยังครึ้มฝนก็ยังไม่สามารถประมาทได้ เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้อัตราการระเหยของน้ำไปก่อตัวเป็นเมฆเพิ่มขึ้น โดยจากการติดตามการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆล่าสุด พบว่าเริ่มเคลื่อนตัวไปทางตอนเหนือของประเทศไทยแล้ว และคาดว่าภายใน 1-2 วันจะเคลื่อนผ่านประเทศไทยออกไป ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่าปริมาณฝนในพื้นที่น่าจะเบาลง
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
2. ย้ำ 3 โครงการเร่งด่วน อุ้มเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤต (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 29 กันยายน 2569)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนฯ ได้จัดทำโครงการขับเคลื่อนและพัฒนาเอสเอ็มอี ผ่าน 3 แผนงานประกอบด้วย 1. โครงการเสริมแกร่งธุรกิจ การเงินดีมีทุนหนุนเติบโต (Financial Shield) ที่เน้นสร้างทักษะการบริหารจัดการการเงิน การเสริมสภาพคล่อง และการจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันได้ส่งทีมที่ปรึกษาลงพื้นที่สถานประกอบการเพื่อแนะนำเชิงลึก เพื่อจัดทำ “คลินิกให้คำปรึกษา” ในการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อในลำดับต่อไป 2. โครงการพัฒนาประสิทธิภาพ ธุรกิจเพิ่มผลผลิตพิชิตต้นทุน ที่จะเน้นการปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดต้นทุน ลดการสูญเสีย ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า โดยปัจจุบันทีมที่ปรึกษาได้ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก พร้อมจัดฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่สถานประกอบการ และ 3. โครงการเตรียมพร้อมธุรกิจ ขยายโอกาสยกระดับสู่อนาคต ที่เน้นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ครอบคลุมการวิเคราะห์ตลาดใหม่ มาตรฐานระดับสากล ปัจจุบันอยู่ระหว่างการให้ที่ปรึกษาเข้าตรวจประเมิน เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมเชื่อมโยงคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขณะนี้ทั้ง 3 โครงการได้ดำเนินงานครอบคลุมเอสเอ็มอี 400 กิจการ และแรงงาน 1,000 คน
อย่างไรก็ตาม กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ได้เร่งการพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอี ให้พร้อมรับทุกโอกาส หากทั้ง 3 โครงการดำเนินแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับความแข็งแกร่งให้เอสเอ็มอี สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น ตลอดจนเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดธุรกิจในอนาคต
นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม
3. เดินหน้าปั้น 10 สตาร์ทอัพไทย 'ดีพร้อม-เดลต้า' อัดฉีดทุนขยายธุรกิจ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 29 กันยายน 2569)
นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบาย "ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว" กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าให้สินค้า ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคม โดยโจทย์ใหม่ของประเทศเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสร้างเทคโนโลยีและธุรกิจรูปแบบใหม่ สิ่งที่เราอยากเห็นคือสตาร์ทอัพ ที่ไม่เพียงเติบโตในธุรกิจของตนเอง แต่สามารถนำนวัตกรรม ไปช่วยแก้ปัญหา และสร้างมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรม เพราะเมื่อผู้ประกอบการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้มากขึ้น จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต ทั้งนี้ ทางด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ร่วมกับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มอบเงินทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยภายใต้โครงการ DIPROM x DELTA Angel Fund 2026 ซึ่งออกแบบการคัดเลือกผู้ประกอบการเชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ จับคู่ธุรกิจ ไปจนถึงทดสอบตลาดจริง เริ่มจากผู้สมัคร 105 กิจการ ผ่านการคัดเลือก 30 กิจการ เข้ากระบวนการจับคู่ธุรกิจ ก่อนคัดเลือก 20 กิจการเข้าทดสอบความเป็นไปได้ของนวัตกรรมในตลาดจริง ร่วมกับภาครัฐ และเอกชน ไม่น้อยกว่า 60 วัน และ คัดเลือก 10 กิจการเข้าสู่รอบสุดท้าย เพื่อรับเงินทุนสนับสนุน ซึ่งการส่งเสริมสตาร์ทอัพไม่ได้สิ้นสุดลง เมื่อได้รับเงินทุน แต่ต่อเนื่องไปถึงการตั้งธุรกิจ ขยายตลาด สร้างรายได้ กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินงานในทิศทางนี้ มาต่อเนื่อง และจะเพิ่มความเข้มข้นในการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพกับภาคอุตสาหกรรม แหล่งทุน และตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า โครงการดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 มีผู้ประกอบการได้ทุนสนับสนุนแล้ว 247 ทีม รวมมูลค่า 43.16 ล้านบาท สำหรับปีนี้คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวม 150 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินลงทุน เพื่อจัดตั้งหรือขยายธุรกิจ 5 ล้านบาท สร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้น 90 ราย คิดเป็น มูลค่า 20 ล้านบาท ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่า 30 ล้านบาท พัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงขยายช่องทางการตลาด คิดเป็นมูลค่า 95 ล้านบาท ขณะที่นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือกับดีพร้อมตลอด 11 ปี ที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและสังคม และเราพร้อมนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาร่วมสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยต่อไป
ข่าวต่างประเทศ
4. ผลผลิตภาคการผลิตสิงคโปร์ขยายตัว 15.4% เดือนส.ค. รับแรงหนุนจากดีมานด์ AI และชิปพุ่งทะยาน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 29 กันยายน 2569)
คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (EDB) เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคการผลิตของสิงคโปร์ในเดือนสิงหาคม 2569 พุ่งขึ้น 15.4% เมื่อเทียบรายปี โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตในวงกว้างของกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ซึ่งเมื่อปรับตามฤดูกาลแล้ว ผลผลิตภาคการผลิตในเดือนสิงหาคม ลดลง 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน โดยรายงานระบุว่า ผลผลิตในอุตสาหกรรมเกือบทุกภาคส่วนปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบรายปี ยกเว้นกลุ่มเคมีภัณฑ์ ผลผลิตกลุ่มวิศวกรรมพรีซิชัน (precision engineering) ทะยานขึ้น 33.9% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นในหมวดเครื่องจักรและระบบ ผลผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 28.5% โดยได้รับแรงหนุนจากการผลิตเซิร์ฟเวอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางอุปสงค์ที่แข็งแกร่งเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มวิศวกรรมการขนส่งขยายตัว 9.5% นำโดยหมวดยานยนต์ทางบกและอากาศยาน กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตทั่วไปขยายตัว 1.5% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการผลิตเครื่องดื่ม การพิมพ์เชิงพาณิชย์ รวมถึงประตูและหน้าต่างโลหะที่ปรับตัวสูงขึ้น ผลผลิตกลุ่มการผลิตชีวการแพทย์ ขยับขึ้น 0.4% โดยหมวดเทคโนโลยีทางการแพทย์มีการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ท่ามกลางอุปสงค์การส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น สำหรับกลุ่มเคมีภัณฑ์เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ปรับตัวลดลง โดยผลผลิตร่วงลง 12.7% ซึ่งถูกกดดันจากหมวดปิโตรเลียมและปิโตรเคมี
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)