ข่าวประจำวันที่ 30 กันยายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

 

1. รง.ร้องขอพักหนี้-สินเชื่อ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 30 กันยายน 2569)  

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤติ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รายงานข้อมูลสถานประกอบการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ในวันที่ 28 กันยายน 2569 รวม 1,267 ราย ซึ่งครอบคลุมโรงงานและผู้ประกอบการทั้งหมดใน 40 จังหวัด แบ่งเป็น 52 โรงงาน, เอสเอ็มอี 1,162 ราย, เหมืองแร่ 2 ราย และวิสาหกิจชุมชน 51 ราย มีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 22.18 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือทั้งการพักชำระหนี้ สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการการซ่อมแซมเครื่องจักร รวมถึงสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้น มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 1,081 ราย ได้รับความช่วยเหลือผ่านมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแล้ว 204 ราย วงเงินรวม 769.06 ล้านบาท รวมถึงชุมชนโดยรอบนิคมฯ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำรอบนิคมอุตสาหกรรมบางชัน พบ 5 ชุมชนได้รับผลกระทบ รวม 1,712 ครัวเรือน โดยกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมใช้หลายมาตรการควบคู่กัน โดยดีพร้อม จะประเมินและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ การพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับโรงงานในพื้นที่ประสบภัย รวมถึงสินเชื่อและการพักชำระหนี้ผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ และกองทุนหมุนเวียนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอพร้อมช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในการฟื้นฟูกิจการให้สามารถกลับมาดำเนินการโดยเร็ว ผ่านมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ครอบคลุม 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย การตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ได้รับความเสียหายโดยไม่มีภาระภาษี และการอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตตามเครื่องจักรที่ซื้อเพิ่ม หรือซื้อมาเพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหายได้ ซึ่งการดำเนินการช่วยเหลือครั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถที่จะขอรับสิทธิตามมาตรการดังกล่าว ต้องมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอุทกภัย และต้องยื่นคำขอพร้อมหลักฐานความเสียหายภายใน 6 เดือนนับจากวันที่สถานการณ์อุทกภัยสิ้นสุด

 

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

 

 

2. เปิดเช็คธุรกิจเลิก-ร้างลดเสี่ยงใช้เครื่องหมายมิชอบ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 กันยายน 2569)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเครื่องหมายการค้าจำนวนมากได้รับการจดทะเบียนในนามนิติบุคคล ซึ่งสถานะของนิติบุคคลอาจเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา โดยนิติบุคคลที่ "เลิกกิจการ" อาจอยู่ระหว่างการชำระบัญชีหรือชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว ขณะที่กรณี "นิติบุคคลร้าง" ซึ่งถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อาจมีการกลับคืนสู่ทะเบียนได้ในภายหลัง ดังนั้น สถานะของนิติบุคคลจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ประชาชนและผู้ประกอบการควรตรวจสอบ ควบคู่กับข้อมูลเครื่องหมายการค้าจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะก่อนทำธุรกรรมกับบุคคลที่นำเครื่องหมายการค้ามาใช้ หรืออ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในเครื่องหมาย การค้านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างสะดวกและเป็นปัจจุบัน กรมฯ จึงได้เพิ่มช่องทางการ ตรวจสอบสถานะนิติบุคคลในระบบ IP Search บนเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยเมื่อประชาชนค้นหาข้อมูลเครื่องหมายการค้าและพบว่าเจ้าของเครื่องหมายเป็นนิติบุคคล ระบบจะแสดงช่องทาง "ตรวจสอบสถานะนิติบุคคล" ที่เชื่อมโยงไปยังระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะจากฐานข้อมูลของหน่วยงานที่รับผิดชอบข้อมูลนิติบุคคลโดยตรง

อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบแล้วพบว่านิติบุคคลเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสถานะ "เลิก (ไม่เสร็จการชำระบัญชี)", "เลิก (เสร็จการชำระบัญชี)" หรือ "ร้าง" กรมฯ ขอเน้นย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการติดต่อ ทำธุรกรรม หรือการพิจารณาความน่าเชื่อถือในการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสถานะของนิติบุคคล อาจมีผลต่อการจัดการทรัพย์สินและสิทธิในเครื่องหมายการค้า อาจเกิดกรณีที่มีบุคคลอื่น นำเครื่องหมายการค้าไปใช้ หรือแอบอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิ หรืออาจมีการนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปใช้โดยไม่มีสิทธิหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ช่องทางดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะนิติบุคคลได้สะดวกรวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และได้รับข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อนในการค้นหา และสามารถนำข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงมาใช้ประกอบการพิจารณาก่อนทำธุรกรรมได้อย่างรอบคอบ

 

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์

โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

3. EV คึกคักดันยอดขายรถพุ่ง ปิกอัพอ่วมแพ้พิษเศรษฐกิจ-คุมเข้มสินเชื่อ (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 30 กันยายน 2569)

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เดือนสิงหาคม 2569 ไทยผลิตรถยนต์ได้ 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% จากปีก่อน ส่วนยอดขายในประเทศอยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้นถึง 25.59% ขณะที่ 8 เดือนแรกมียอดขาย 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60% ซึ่งแรงส่งสำคัญมาจากรถยนต์ไฟฟ้า เดือนเดียวขาย BEV ได้ 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% และรถ HEV ขาย 14,807 คัน เพิ่มขึ้น 31.84% สวนทางรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปที่ขายได้ 7,973 คัน ลดลง 17.04% สะท้อนการเปลี่ยนโฉมของตลาดอย่างชัดเจน แต่รถกระบะยังเหนื่อย เดือนสิงหาคม รถกระบะ 1 ตัน ขายได้ 5,177 คัน ลดลง 10.77% ส่วนดับเบิลแค็บขาย 4,910 คัน ลดลง 3.63% และยอดขายกระบะ 1 ตันสะสม 8 เดือนลดลง 16.67% โดย ส.อ.ท.ชี้ว่า ตลาดกระบะซึ่งเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของอุตสาหกรรมไทยหดตัวต่อเนื่องหลายปี กระทบตั้งแต่ผู้ผลิตรถไปถึงซัพพลายเชนชิ้นส่วน ทั้งนี้ แรงกดดันส่วนหนึ่งมาจากการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด เศรษฐกิจโตต่ำ รายได้เอสเอ็มอีอ่อนแรง และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อรถกระบะยังไม่กลับมาเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ทางด้านส่งออก เดือนสิงหาคม 2569 ไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 69,724 คัน ลดลง 2.04% โดยตลาดตะวันออกกลางลดลงถึง 40.24% หรือหายไป 7,146 คัน จากผลกระทบการสู้รบ ขณะที่ยอดส่งออกสะสม 8 เดือนอยู่ที่ 565,037 คัน ลดลง 6.29% แม้ตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือยังขยายตัว แต่ไม่สามารถชดเชยตลาดที่หายไปได้ทั้งหมด โดยเฉพาะรถกระบะ ซึ่งเดือนสิงหาคม ส่งออก 39,079 คัน ลดลง 5.01% ขณะที่รถไฟฟ้ากลับโตแรงต่อเนื่อง ยอดจดทะเบียน BEV ใหม่เดือนสิงหาคม อยู่ที่ 24,505 คัน เพิ่มขึ้น 113.35% ส่วนยอดสะสม 8 เดือน 168,686 คัน เพิ่มขึ้น 82.17% สะท้อนว่าผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนผ่านสู่รถพลังงานไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมไทยจึงอยู่ที่การประคอง “สองตลาด” ให้เดินไปพร้อมกัน คือ รับการเติบโตของรถไฟฟ้า ขณะเดียวกันต้องรักษาฐานรถกระบะ ซึ่งเชื่อมโยงกับโรงงานชิ้นส่วนและการจ้างงานจำนวนมาก ไม่เช่นนั้นยอดผลิตที่ฟื้นขึ้น อาจไม่ได้แปลว่าฐานอุตสาหกรรมไทยฟื้นครบทั้งกระดาน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. จีนเผย PMI ภาคผลิต-บริการกลับมาขยายตัวอีกครั้งในเดือนก.ย. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 30 กันยายน 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.1 ในเดือนกันยายน 2569 จากระดับ 49.8 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีจะดีดตัวขึ้นแตะระดับ 50.1 โดยดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่าภาค  การผลิตของจีนกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 3 เดือน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงอย่างต่อเนื่องได้ผลักดันให้ผู้กำหนดนโยบายของจีนเร่งออกมาตรการกระตุ้นเพื่อฟื้นฟูการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ทางด้าน ฮั่ว ลี่ฮุย นักสถิติของ NBS กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ดัชนี PMI ภาคการผลิตขยายตัวขึ้นเล็กน้อยในเดือนกันยายน มาจากการเร่งตัวขึ้นของกิจกรรมในภาคการผลิตอุปกรณ์ การผลิตที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค ส่วนดัชนี PMI นอกภาคการผลิต ซึ่งรวมถึงกิจกรรมในภาคบริการและการก่อสร้าง ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 50.2 ในเดือนกันยายน จากระดับ 49 ในเดือนสิงหาคม เนื่องจากกิจกรรมทางธุรกิจในภาคบริการปรับตัวดีขึ้น และกิจกรรมในภาคการก่อสร้างพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปีนี้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ผลิตในจีนได้รับประโยชน์จากความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ของผู้บริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอยังคงเป็นข้อกังวลหลัก ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรของภาคธุรกิจ          

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)