ข่าวในประเทศ
นายศุภกิจ บุญศิริ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
1. รื้อฐาน 'ดัชนี MPI' สศอ.อัปเป้าใหม่ปี 69 พุ่ง 3.75% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569)
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมานายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้ขับเคลื่อนการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยให้เป็นปัจจุบัน ครอบคลุมการลงทุนใหม่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดโลก โดย สศอ.ได้บรรจุ 3 ผลิตภัณฑ์ไฮเทคใหม่ เข้าสู่ชุดข้อมูลดัชนี MPI ได้แก่ 1. อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณแบบออปติคอล 2. เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป และ 3. เครื่องสำรองไฟฟ้าสำหรับหน่วยประมวลผล รวมถึงเพิ่มตัวอย่างโรงงานใหม่ 28 แห่ง ในกลุ่ม Integrated Circuits (IC) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมปรับปรุงข้อมูลย้อนหลังไปจนถึงปี 2567 ทำให้การจัดทำดัชนีครอบคลุมกิจกรรมการผลิตมากขึ้น ซึ่งผลของการปรับปรุงส่งผลให้ดัชนี MPI เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัว 4.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราการใช้กำลังการผลิตขยับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 58.28% แต่หากไม่มีการปรับเพิ่มความครอบคลุมชุดข้อมูลใหม่ ดัชนี MPI จะอยู่ที่ระดับเพียง 96.04 โดยปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ดัชนี MPI ขยายตัว ได้แก่ ความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่เติบโตต่อเนื่อง, แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อประชาชนในประเทศ, การอ่อนค่าของเงินบาท เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านราคาในตลาดต่างประเทศ รวมถึงการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งผันผวนสูงจนกระทบต่อต้นทุนการผลิต, ความตึงตัวในการจัดหาวัตถุดิบอย่างเม็ดพลาสติก ตลอดจนการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจากการปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณดัชนีให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจ และโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นจริง สศอ. จึงปรับเพิ่มประมาณการดัชนี MPI ปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 2.75-3.75% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม ที่คาดไว้ 0-0.5% พร้อมปรับเพิ่มประมาณการ GDP ภาคอุตสาหกรรม ปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 0.8-1.8% จากเดิมคาดไว้ 0.75-1.75% สำหรับระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในภาพรวมเดือนกันยายน 2569 ส่งสัญญาณอยู่ในระดับปกติ โดยได้รับปัจจัยบวกภายในประเทศจากการลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และความเชื่อมั่นคำสั่งซื้อในกลุ่มยางพาราแปรรูป บรรจุภัณฑ์พลาสติก อาหารและเครื่องดื่ม แต่ปัจจัยต่างประเทศยังคงต้องเฝ้าระวัง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงานและค่าขนส่ง
อย่างไรก็ตาม สำหรับการพัฒนาดัชนี MPI ในระยะถัดไป เนื่องจากปัจจุบันการคำนวณดัชนียังใช้วิธีถ่วงน้ำหนักแบบคงที่ (Fixed Weight) โดยใช้ปี 2564 เป็นปีฐาน แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจนอาจใช้เวลาน้อยกว่า 5 ปี สศอ. จึงกำลังศึกษาเตรียมทดสอบนำแนวทางการคำนวณแบบ Chain-linked volume index (Chain-link Approach) หรือการเชื่อมโยงดัชนีแบบต่อเนื่องด้วยการปรับถ่วงน้ำหนักเป็นรายปี/ทุก 2-3 ปี มาประยุกต์ใช้เช่นเดียวกับสิงคโปร์ เพื่อให้ดัชนี MPI สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ ยืดหยุ่น และเป็นไปตามมาตรฐานสากล
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. 'บีโอไอ' โรดโชว์เกาหลีใต้ ดึงลงทุนเทคโนโลยีอนาคต (ที่มา: ทันหุ้น, ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 28 - 29 กันยายน 2569 บีโอไอได้นำคณะหน่วยงานภาครัฐ - เอกชน เดินทางเยือนกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าพบหารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำของเกาหลีใต้ 3 ราย ได้แก่ Hyundai, T-Robotics และ COSMAX รวมทั้งได้มีการหารือกับสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ (FKI) เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย ผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมทั้งขยายความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจเกาหลีใต้ สำหรับบริษัท Hyundai Motor เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำระดับโลกจากเกาหลีใต้ ที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า ระบบขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน หุ่นยนต์ และเทคโนโลยี AI โดย Hyundai ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ในการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และแบตเตอรีลิเทียมไอออนที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยบีโอไอได้หารือแนวทางยกระดับการลงทุนของ Hyundai ในประเทศไทยจากฐานการผลิตรถยนต์ EV และแบตเตอรี ไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิตอัจฉริยะ ตลอดจนการพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ Hyundai Motor บริษัท T-Robotics เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์สำหรับอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของ Applied Materials ผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และเป็นบริษัทเพียงแห่งเดียวในเกาหลีใต้ที่เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ลำเลียงในระบบสุญญากาศ เทคโนโลยีสำคัญ โดยเลขาธิการบีโอไอและคณะได้เชิญชวนให้ T-Robotics เข้ามาลงทุนขยายธุรกิจในไทย เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และการผลิตอัจฉริยะ รวมถึงชี้โอกาสในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานรองรับตลาดอาเซียนในอนาคต และ บริษัท COSMAX เป็นผู้นำระดับโลก ด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพให้กับแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก มีโรงงานผลิต 27 แห่ง ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม 9 แห่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 8,000 รายการต่อปี COSMAX ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 ขณะนี้อยู่ระหว่างการลงทุนเพิ่มเติมกว่า 1,800 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตโดยสร้างโรงงานแห่งใหม่
อย่างไรก็ตาม ในการหารือครั้งนี้ บีโอไอได้กระตุ้นให้บริษัทพิจารณาขยายการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของห้องปฏิบัติการวิจัยและการฝึกอบรม เพื่อยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางด้าน R&D และนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ เชื่อมโยง ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัท นอกจากนี้ คณะยังได้หารือกับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ (FKI) หนึ่งในองค์กรเศรษฐกิจหลักของเกาหลีใต้ มีสมาชิกครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และ เซมิคอนดักเตอร์ ปิโตรเคมี พลังงาน อากาศยาน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยบีโอไอได้นำเสนอนโยบายส่งเสริมการลงทุน และมาตรการสนับสนุนของไทย
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์
ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
3. หอการค้าหนุนเออาร์ที หวังเสียภาษีสหรัฐ 19% (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569)
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยขอสนับสนุนรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ เร่งสรุปความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ หรือเออาร์ที เพื่อรักษาอัตราภาษีรวมให้อยู่ในกรอบประมาณ 19% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน นับตั้งแต่สหรัฐ ประกาศมาตรการภาษีต่างตอบแทนเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 รัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทยทำงานร่วมกันต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยเผชิญอัตราภาษีภายใต้กฎหมายไออีอีพีเอที่ 36% ก่อนการเจรจาจะช่วยลดกรอบลงมาเหลือ 19% ต่อมาสหรัฐ เปลี่ยนมาใช้มาตรา 122 ในอัตรา 10% และปัจจุบันกำหนดภาษีภายใต้มาตรา 301 สำหรับสินค้าไทยไว้ที่ 12.5% ในประเด็นแรงงานบังคับ
อย่างไรก็ตาม อัตรา 12.5% ในปัจจุบันยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย เนื่องจากเป็นผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เฉพาะกรณีแรงงานบังคับ ยังไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับกรอบเออาร์ที ที่ประมาณ 19% ได้โดยตรง ขณะที่การไต่สวนอีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการได้ตัวเลขภาษีที่ต่ำที่สุดในวันนี้ แต่ต้องเป็นกรอบที่แข่งขันได้กับคู่แข่ง มีความแน่นอน และลดความเสี่ยงจากมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต แม้มาตรการทางการค้าของสหรัฐจะเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่สินค้าไทยยังรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดี
ข่าวต่างประเทศ
4. ญี่ปุ่นเผยความเชื่อมั่นผู้ผลิตรายใหญ่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน Q3 แต่แนวโน้มลดลงใน Q4 (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569)
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ (ทังกัน) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 24 ในไตรมาส 3/2569 จากระดับ 22 ในไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6 โดยดัชนีทังกันซึ่งเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นของบริษัทต่างๆ ในภาคการผลิต เช่น บริษัทในอุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในระดับต่ำกว่านักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวเกียวโดคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 26 ขณะเดียวกัน ผลสำรวจระบุว่า ดัชนีดังกล่าวคาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 21 ในไตรมาส 4/2569 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มบริษัทนอกภาคการผลิตซึ่งรวมถึงภาคบริการนั้น ปรับตัวลงสู่ระดับ 35 ในไตรมาส 3/2569 จากระดับ 37 ในไตรมาส 2/2569 ขณะที่ผลสำรวจระบุว่า ดัชนีดังกล่าวคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 30 ในไตรมาส 4/2569 ทั้งนี้ ดัชนีทังกันแสดงถึงเปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่รายงานว่าภาวะทางธุรกิจเป็นไปในทิศทางที่ดี ลบด้วยเปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่รายงานว่าภาวะทางธุรกิจเป็นไปในทิศทางที่ย่ำแย่
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า บริษัทต่างๆ ในญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จะมีการซื้อขายที่ระดับ 154.23 เยน ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน โดยปรับขึ้นจากระดับ 152.57 เยน ในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)