ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. "วราวุธ" เผยตัวเลขน้ำท่วมกระทบอุตสาหกรรม 55 จังหวัด เสียหาย 147 ล้าน กทม.หนักสุด (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมได้สำรวจพบโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมใน 55 จังหวัด รวม 4,216 ราย ประกอบด้วย โรงงานอุตสาหกรรม 126 ราย เอสเอ็มอี 4,006 ราย วิสาหกิจชุมชน (โอทอป) 82 ราย และเหมืองแร่ 2 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 147.84 ล้านบาท จังหวัดที่มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ จำนวน 1,114 ราย สมุทรปราการ 499 ราย ปราจีนบุรี 405 ราย ระยอง 272 ราย และปทุมธานี 232 ราย ขณะที่จังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุด ได้แก่ สระแก้ว 58.17 ล้านบาท นครปฐม 16.65 ล้านบาท สมุทรปราการ 14.34 ล้านบาท ปทุมธานี 14.15 ล้านบาท และจันทบุรี 9.58 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการสำรวจโรงงานดังกล่าว ปรากฏว่า 95 % ผู้ประกอบการ ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน ประมาณ 5 % ต้องการความช่วยเหลือที่มิใช่การเงิน เช่น ต้องการระบายน้ำออกจากพื้นที่รอบโรงงาน ขอกระสอบทราย ถุงบิ๊กแบ็ค เครื่องสูบน้ำ ขอถุงยังชีพน้ำดื่ม ของจำเป็น และการฟื้นฟูซ่อมแซมอาคาร ทำความสะอาด ซ่อมเครื่องจักร อุปกรณ์ระบบไฟฟ้า และการขอยกเว้นค่าธรรมเนียม ด้านการช่วยเหลือที่ไม่ใช่การเงิน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังได้ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์และวิดีโอคอล ส่วนพื้นที่ที่น้ำลดแล้วจะจัดทีมลงพื้นที่ตามลำดับความเร่งด่วน โดยมีแผนเริ่มดำเนินการทันทีในสัปดาห์หน้า ขณะนี้มีผู้ประกอบการแจ้งขอความช่วยเหลือแล้ว 200 ราย โดยได้สั่งการให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ทุกจังหวัดที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ประสานผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในพื้นที่ โดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดใหญ่และเหมืองแร่ ร่วมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งด้านอาหาร น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค กระสอบทราย พร้อมเปิดสายด่วน 1564 รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการฟื้นฟูกิจการที่ถูกน้ำท่วม กระทรวงฯ จะเร่งให้สถานประกอบการกลับมาเดินเครื่องจักรและดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว โดยส่งทีมนักวินิจฉัยสถานประกอบการ ประเมินสุขภาพธุรกิจ วิเคราะห์ปัญหา และจัดผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหา ให้เหมาะสมกับผู้ประกอบการแต่ละราย ขณะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมออกประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี แก่โรงงานในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฟื้นฟูกิจการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เตรียมมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน พร้อมมาตรการเติมทุนฉุกเฉิน สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม สูงสุด 200,000 บาท คิดอัตรา MLR ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุด 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน
นายพิชิต มิทราวงศ์
กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank
2. SME D Bank ชี้ดัชนีเชื่อมั่นหด ต้นทุนสินค้า-พลังงานพุ่งขึ้น (ที่มา: ทันหุ้น, ประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2569)
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ในไตรมาสที่ 3/2569 และคาดการณ์ อนาคต" จัดทำโดย "ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว." ร่วมกับ สำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งสำรวจจากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรม จำนวน 400 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไตรมาส 3/2569 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 49.9 จากระดับ 51.9 ในไตรมาส 2/2569 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เปราะบาง เนื่องจากมีความกังวลต่อต้นทุนสินค้าและพลังงานเพิ่มขึ้น ส่งให้กำลังซื้อชะลอลง รวมถึงมาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอีของภาครัฐยังไม่ชัดเจนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังไม่ทั่วถึง ทั้งนี้ ในกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro) และกลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อม (Small) แม้ค่าดัชนีจะปรับลดลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าว ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจที่ดีกว่ากลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium) ขณะที่รายอุตสาหกรรม พบว่า ธุรกิจบริการ มีความเชื่อมั่นสูงสุดที่ 60.1 ตามด้วย บริการก่อสร้าง 55.4 และการผลิต 52.8 ขณะที่คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า หรือไตรมาส 4/2569 ดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปรับเพิ่มขึ้น จากระดับ 49.9 เป็น 58.2 สะท้อนมุมมองทางธุรกิจที่ดีขึ้น จากคำสั่งซื้อที่คาดว่าจะฟื้นตัว ส่งผลให้ผลประกอบการธุรกิจที่ปรับดีขึ้นชัดเจน เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนให้การบริโภคภายในประเทศฟื้นตัว ได้แก่ ยอดขายและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น การเข้าสู่ช่วงเทศกาลและฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) และภาพรวมการลงทุนของประเทศที่ขยายตัว
อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อต้นทุนการประกอบการที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อธุรกิจในระยะข้างหน้า ส่วนความต้องการสินเชื่อในไตรมาส 4/2569 ส่วนใหญ่ต้องการเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเสริมสภาพคล่องและลงทุนรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยความต้องการสินเชื่อเพื่อลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในไตรมาส 4/2569
นายวีรชัย มั่นสินธร
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. 'ส.อ.ท.' เชื่อมธุรกิจไทย-ฮ่องกง-จีน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2569)
นายวีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และประธานสถาบันเศรษฐกิจและการลงทุนไทย-จีน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้คณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ได้ให้การต้อนรับ Ms. Sze-ling Cheung ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงประจำกรุงเทพมหานคร (HKETO Bangkok) และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อแนะนำตัวหลังเข้ารับตำแหน่ง และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทย ฮ่องกง และจีน ซึ่งฮ่องกง มีบทบาทเป็นศูนย์กลางธุรกิจและช่องทางเชื่อมโยงระหว่างตลาดต่างประเทศกับจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งด้านเครือข่ายธุรกิจ บริการทางการเงิน และบริการวิชาชีพเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องการศึกษาตลาด แสวงหาโอกาสทางธุรกิจ และสร้างพันธมิตรเพื่อขยายกิจการ สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทย การเข้าสู่ตลาดจีนยังมีความท้าทายทั้งด้านข้อมูลตลาดที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ มาตรฐานสินค้า กฎระเบียบ และการเข้าถึงเครือข่ายคู่ค้า ทาง ส.อ.ท. จึงให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับข้อมูล และเครือข่ายที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความพร้อมและลดข้อจำกัดในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ โดย ส.อ.ท. มุ่งสานต่อความร่วมมือกับ HKETO Bangkok เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ในการขยายตลาดสู่ฮ่องกงและจีน พร้อมต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนให้เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความช่วยเหลือเอสเอ็มอีจากภาครัฐ ทางภาคเอกชนมีความต้องการ 3 เรื่อง ดังนี้ 1. ช่วยลดต้นทุนเอสเอ็มอี ทั้งค่าไฟ ดอกเบี้ย และต้นทุนทางการเงิน เพราะหลายบริษัทวันนี้ไม่ใช่ไม่มีออเดอร์ แต่สิ่งที่เป็นอยู่ คือ ขายได้ แต่ไม่เหลือกำไร 2. ต้องช่วยเอสเอ็มอีลงทุนเพิ่มผลผลิต (Productivity) ในเรื่องของเครื่องจักรเทคโนโลยี (Automation Digital) หรือเอไอ (AI) หากจะให้แข่งขันกับจีน เวียดนาม หรือประเทศอื่นๆ เพราะจะใช้วิธีเดิมแล้วหวังผลแบบเดิมไม่ได้ และ 3. ต้องช่วยเอสเอ็มอีหาตลาดใหม่ ทั้งตลาดภายในประเทศ Online E-commerce รวมถึงตลาดต่างประเทศ
ข่าวต่างประเทศ
4. โอเปกพลัสคงนโยบายการผลิตน้ำมันติดต่อกันเดือนที่สองในเดือนพ.ย. ตามคาด (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2569)
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส เปิดเผยว่า ได้มีมติคงนโยบายการผลิตน้ำมันสำหรับเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นการคงนโยบายติดต่อกันเดือนที่สอง ซึ่การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังเสร็จสิ้นการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยแถลงการณ์ของกลุ่มโอเปกพลัสระบุ่วาประเทศสมาชิกทั้ง 7 ประเทศตัดสินใจที่จะคงระดับการผลิตน้ำมันประจำเดือนพฤศจิกายน 2569 ไว้ที่ระดับเดิม นอกจากนี้ สมาชิกทั้ง 7 ประเทศยังเห็นพ้องที่จะจัดการประชุมครั้งต่อไปไปในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เพื่อทบทวนภาวะตลาด และเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการผลิตในขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ สมาชิกทั้ง 7 ประเทศของโอเปกพลัส ซึ่งได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน ได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นรายเดือนมาตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงเดือนกันยายนปีนี้ ก่อนที่จะเริ่มระงับการปรับเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การคงนโยบายการผลิตน้ำมันในเดือนพฤศจิกายนเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ หลังจากเจ้าหน้าที่ตัวแทนของโอเปกพลัสได้ออกมาส่งสัญญาณว่า ทางกลุ่มมีแนวโน้มที่จะคงเป้าหมายการผลิตในเดือนพฤศจิกายนไว้เท่าเดิม และน่าจะยังไม่กลับมาเพิ่มกำลังการผลิตจนกว่าจะพ้นสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย โดยก่อนหน้านี้ โอเปกได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2569 โดยคาดว่าความต้องการน้ำมันทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 380,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการปรับลดตัวเลขคาดการณ์ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 ทั้งนี้ โอเปกระบุในรายงานว่า การปรับเพิ่มคาดการณ์ในปี 2570 ได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และประเทศนอกกลุ่ม OECD
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)