ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. สั่งม.39 หยุดโรงงานรีไซเคิลทันที หลังชาวบ้านผวาคราบปนเปื้อนน้ำท่วมชุมชนศรีมหาโพธิ (ที่มา: มติชนออนไลน์, ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการพล.อ.นักรบ บุญบัวทอง หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษท็อปกัน คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบและติดตามการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน จากกรณีภาพข่าวพบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันลอยเหนือผิวน้ำและไหลปนเปื้อนน้ำท่วมบริเวณตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมอบหมายชุดปฏิบัติการพิเศษท็อปกัน สนธิกำลังร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี และหน่วยงานปกครองส่วนส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุต้นตอและระดมแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็ว ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นพบร่องรอยน้ำชะกากอุตสาหกรรมและสารปนเปื้อนไหลออกจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมและพื้นที่กำจัดบำบัดของเสียของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ซึ่งถูกน้ำท่วมขังสูงกว่าระดับท้องนาถึง 3 เมตร สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) จึงออกคำสั่งตามมาตรา 35(4) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้บริษัทฯ ชี้แจงสภาพโรงงานและมาตรการการป้องกันน้ำชะกากอุตสาหกรรมรั่วไหล พร้อมมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจทันที พบน้ำท่วมขังกระทบภายในบริเวณโรงงาน ทั้งในส่วนโรงงานลำดับที่ 105 และโรงงานลำดับที่ 106 ส่วนภายนอกโรงงานพบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันลอยเหนือผิวน้ำเป็นพื้นที่วงกว้าง สอจ.ปราจีนบุรี จึงออกคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน โดยปิดคลุมหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมทั้งหมด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายสู่ภายนอก พร้อมเข้าเก็บตัวอย่างน้ำชะกากอุตสาหกรรมจากโรงงาน 105 และน้ำปนเปื้อนบริเวณถังบรรจุของเสียที่ส่งมากำจัดบำบัดจากโรงงาน 106 รวมจำนวน 4 ตัวอย่าง ตลอดจนเก็บตัวอย่างน้ำปนเปื้อนภายนอกโรงงานอีกจำนวน 2 อย่าง นำส่งตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก กรมโรงงานอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายนนธนัตถ์ บุนนาค โฆษกชุดปฏิบัติการพิเศษท็อปกัน กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้นำทีมลงพื้นที่ติดตามและเร่งรัดแก้ไขปัญหา ซึ่งวางแนวทางการดำเนินงาน 3 ระยะ โดยระยะเร่งด่วน ได้จำกัดการแพร่กระจายด้วยการติดตั้งทุ่นกักน้ำมัน (Oil Boom) และฉีดพ่นสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) บริเวณที่มีคราบน้ำมันลอยเพื่อให้น้ำยาดึงคราบสกปรก ไขมัน หรือน้ำมันให้แยกออกจากน้ำ จากนั้นใช้แผ่นดูดซับน้ำมันซับจุดพ่นน้ำยา และเก็บกู้แผ่นดูดซับน้ำมันดังกล่าว พร้อมสร้างคันกั้นด้วยกระสอบทรายรอบจุดต้นตอน้ำมัน ความสูงคันกั้นเหนือระดับน้ำ ส่วนระยะที่ 2 หลังจากระดับน้ำลดลงแล้ว จะสำรวจตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งภายในและภายนอกโรงงาน พร้อมคุมเข้มมาตรการป้องกันซ้ำรอย และบูรณาการภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูความเสียหายต่อไป โดยกระทรวงอุตสาหกรรมตระหนักถึงความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งจัดการต้นตอคราบน้ำมันและสารปนเปื้อนให้แล้วเสร็จอย่างเร่งด่วน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. BOI ตีปี๊บ LRT เจ๋งจริง 4 ปี 1.2 หมื่นคน เงินสะพัดครึ่งแสนล. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเปิดตัวมาตรการวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับผู้พำนักระยะยาว หรือ Long-Term Resident Visa (LTR Visa) โดยมอบให้ บีโอไอเป็นผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 เป็นต้นมา เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงให้เข้ามาพำนักและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR ทั้งสิ้น 12,010 คน ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยกว่า 3.6 ล้านบาทต่อคน โดยคำนวณจากค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าใช้จ่ายในประเทศไทยของผู้ถือวีซ่า การลงทุนโดยตรง และรายได้ภาษีจากผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ สำหรับกลุ่มต่างชาติคุณภาพสูงที่มาตรการวีซ่า LTR ดึงเข้ามาได้สำเร็จ ครอบคลุมทั้งกลุ่มบุคลากรทักษะสูงที่ตลาดแรงงานทั่วโลก แข่งขันกันดึงตัว กลุ่มนักลงทุน และกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR จำนวน 12,010 คน ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (Highly-Skilled Professionals) จำนวน 1,779 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานจากประเทศไทยให้กับนายจ้างในต่างประเทศ (Work-from-Thailand Professionals) จำนวน 1,043 คน กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizens) จำนวน 737 คน กลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีฐานะดี (Wealthy Pensioners) จำนวน 4,561 คน และกลุ่มครอบครัวของ 4 กลุ่มแรก (Dependents) จำนวน 3,891 คน ทั้งนี้ ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มต้องผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเฉพาะตาม หลักเกณฑ์ เช่น มูลค่าทรัพย์สิน รายได้ หลักฐานการลงทุน ประสบการณ์ทำงาน ประกันสุขภาพ รวมทั้งการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย โดยผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก อันดับหนึ่ง คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีชั้นนำของโลก มีจำนวนสูงสุดกว่า 2,400 คน รองลงมา คือ ญี่ปุ่นกว่า 1,300 คน และสหราชอาณาจักรกว่า 1,000 คน โดยชาวญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงในกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ สะท้อนให้เห็นว่า ในภาวะที่การแข่งขันดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูง ทั่วโลกทวีความเข้มข้นขึ้นทุกปี ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนนานาชาติอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกในการดึงดูดบุคลากรทักษะสูง วีซ่า LTR จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยดึงดูด Global Talent เข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการอำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ต่อการเข้ามาพำนักและทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังรองรับการลงทุนระลอกใหม่ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมเซมคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI หุ่นยนต์ ฮิวแมนนอยด์ อากาศยาน และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งล้วนต้องการบุคลากรทักษะสูงจำนวนมาก การดึงดูดผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านจากทั่วโลก จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการดึงดูดการลงทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
นายศันสนะ สุริยะโยธิน
กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย
3. ดันอุตสาหกรรมยางไทย (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569)
นายศันสนะ สุริยะโยธิน กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังประชุมเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสกับ Malaysian Rubber Board (MRB) ภายใต้ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมยางและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยมีการหารือแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมยางของไทยและมาเลเซียให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดขอบเขตและแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงรูปแบบคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความร่วมมือสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและเกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และการพัฒนาอุตสาหกรรม ยางให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก สำหรับคณะทำงานร่วมจะขับเคลื่อนใน 2 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการค้าอุตสาหกรรมและความยั่งยืน และด้านการวิจัยและพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบตรวจสอบ ย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า ตลอดจนรองรับมาตรฐานและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยางตามแนวทางความยั่งยืน โดยคำนึงถึงต้นทุนของผู้ประกอบการและประโยชน์ของเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้ต้นทุน ด้านความยั่งยืนสามารถนำไปสู่ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานยางพารา
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีแนวทางร่วมกันในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางให้มีมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น และสามารถรองรับกฎหมายหรือมาตรฐานของประเทศ คู่ค้าได้หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะมาตรฐาน EUDR โดยกลไกคณะทำงานจะเน้นการขับเคลื่อนอย่างกระชับ ยืด หยุ่น และสอดคล้องกับภารกิจของทั้งสองหน่วยงาน พร้อมกำหนดกิจกรรม กรอบเวลา และผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้อย่างชัดเจน
ข่าวต่างประเทศ
4. PMI สิงคโปร์เดือนก.ย. ยังโตแรง หนุนจ้างงานเพิ่มแม้ต้นทุนพุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569)
เอสแอนด์พี โกลบอล มาร์เก็ต อินเทลลิเจนซ์ (S&P Global Market Intelligence) เปิดเผยรายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคเอกชนของสิงคโปร์ ลดลงสู่ระดับ 58.1 ในเดือนกันยายน 2569 จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการสำรวจที่ 59.4 ในเดือนสิงหาคม แต่ยังคงสะท้อนถึงการขยายตัวที่แข็งแกร่งของสภาวะทางธุรกิจ โดยดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว ทั้งนี้ ดัชนี PMI ภาคเอกชนของสิงคโปร์ล่าสุดหลังปรับค่าตามฤดูกาลแล้ว บ่งชี้ถึงการปรับตัวดีขึ้นอย่างมากของกิจกรรมในภาคเอกชน ซึ่งเป็นการปิดฉากไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งสำหรับเศรษฐกิจสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ทางด้านจิ้งอี พาน รองผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของเอสแอนด์พี โกลบอล มาร์เก็ต อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า ตัวเลข PMI เดือนกันยายน 2569 เผยให้เห็นว่า อุปสงค์ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยผลักดันให้กิจกรรมทางธุรกิจปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง และเป็นการปิดฉากไตรมาส 3 ที่สดใสของเศรษฐกิจสิงคโปร์ ซึ่งภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อมั่นว่า ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะสั้น โดยส่งสัญญาณบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังคงเพิ่มการจัดซื้อและการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าต้นทุนการจัดซื้อเฉลี่ยและค่าจ้างจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)