ข่าวประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

 

1. Agoda ชูไทยออฟฟิศภูมิภาค สร้างงานไฮเทค 4,500 คน (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569)  

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมกิจการบริษัท อโกดา เซอร์วิสเซส จำกัด (Agoda) เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ว่า Agoda เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวในเครือ Booking Holdings โดยเป็นผู้นำแพลตฟอร์มจอง ที่พักออนไลน์รายใหญ่ของโลก และเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักของกลุ่มตลาดเอเชียแปซิฟิก ให้บริการที่พักกว่า 6 ล้านแห่งในกว่า 200 ประเทศ/เขตแดน ผ่าน 39 ภาษา ปัจจุบันมีพนักงานทั่ว โลกกว่า 8,000 คนใน 25 ประเทศ ในจำนวนนี้ เป็นพนักงานประจำอยู่ในประเทศไทยกว่า 4,500 คน มากที่สุดในบรรดาสำนักงานของ Agoda ทั่วโลก และคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม Agoda ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้งสำนักงานภูมิภาค และเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและปฏิบัติการของกลุ่มบริษัท ตั้งอยู่ที่โครงการ One Bangkok กรุงเทพฯ โดยใช้พื้นที่มากถึง 7 ชั้น รวมกว่า 30,000 ตารางเมตร มีพนักงานกว่า 4,500 คน และเป็นฐานสำคัญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science)

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

 

2. พณ.เพิ่มกรอบเงินเฟ้อปี 69 ช่วง 1.8-2.2% น้ำมัน-อาหาร-ค่าไฟสูงขึ้น (ที่มา: ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 102.93 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 100.11 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 2.82% เร่งขึ้นจากเดือนสิงหาคม ที่เพิ่มขึ้น 2.53% เป็นการเร่งขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดรอบ 5 เดือน จากปัจจัยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูง ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับขึ้นตามต้นทุนการผลิต ราคาอาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สดบางรายการปรับสูงขึ้น เพราะผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 9 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 2.44% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.45% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับกรอบคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 เป็น 1.8–2.2% จากเดิม 1.5–2.5% โดยคงค่ากลางที่ 2.0% ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยเติบโต 2.0–2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 85–95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32.4–32.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ทางด้านแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 4 ปี 2569 คาดจะเป็นบวกต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังสูง ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับขึ้นตามต้นทุน และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทางที่ปรับสูงขึ้นตามต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสดที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เนื่องจากอุปทานบางส่วนได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ได้แก่ ค่าไฟฟ้ารอบเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ที่ลดลงเหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย จากรอบก่อนที่ 3.95 บาทต่อหน่วย และราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลที่มีแนวโน้มลดลงจากการแข่งขันสูง รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ได้แก่ ค่าไฟฟ้ารอบเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ลดเหลือ 3.86 บาท/หน่วย จาก 3.95 บาท/หน่วย และราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มลดลงจากการแข่งขันสูง รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการรายใหญ่

 

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT)

 

 

3. ชูไทยฮับพลอยโลก ส่งออกอัญมณีโต รับมือภาษีสหรัฐฯ (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569)

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) เปิดเผยว่า ปีนี้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย   ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ประมาณ 10% ขณะที่มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเมื่อรวมทองคำขยายตัวประมาณ 20.02% แต่การส่งออกไม่รวมทองคำมีมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของมูลค่าส่งออกส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการที่ผู้ประกอบการและผู้ซื้อในหลายประเทศปรับตัวเพื่อบริหารความเสี่ยงและรักษามูลค่าทรัพย์สิน ขณะที่ผู้ประกอบการไทยเริ่มปรับโครงสร้างสินค้าเพื่อควบคุมต้นทุนและให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของตลาด สำหรับแนวโน้มตลาดในปีหน้าคาดว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกซื้อจิวเวลรี่ที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาด Mass Market ที่เริ่มหันมาใช้ Stainless Steel เพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดพลอยมีแนวโน้มเติบโตในกลุ่มพลอยเนื้ออ่อนและพลอยชนิดใหม่ที่มีราคาสามารถเข้าถึงได้มากกว่า เช่น Tourmaline, Peridot และ Turquoise ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้าที่มีดีไซน์และเรื่องราวเฉพาะตัวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ทั้งนี้ จุดแข็งสำคัญของไทย ยังอยู่ที่การเป็นฮับของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยเฉพาะด้านการเจียระไนและการปรับปรุงคุณภาพพลอย แม้ไทยจะไม่ได้เป็นแหล่งผลิตพลอยดิบทั้งหมด แต่พลอยจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกจำนวนมากยังถูกนำเข้ามา ผ่านกระบวนการเจียระไนและปรับปรุงคุณภาพในไทย ก่อนส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะฮับ ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาทำคอลเลกชัน รวมถึงเข้ามาหาพลอยและวัตถุดิบต่างๆ ถ้าหากไทยสามารถรักษาความสามารถด้านการเจียระไนและการปรับปรุงคุณภาพพลอยไว้ได้ จะเป็นฐานสำคัญ   ในการขยายตัวของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มพลอยเนื้อแข็ง หรือ Precious Stones ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วโลกเข้ามาจัดหาวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs และรายย่อย การเข้าสู่มาตรฐาน RJC จึงอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในโรงงาน ทั้งด้านสภาพแวดล้อม กระบวนการผลิต และการจัดหา โดยGIT อยู่ระหว่างหารือแนวทางให้ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานในระดับที่ได้รับการยอมรับสามารถอยู่ในซัพพลายเชนต่อไปได้ พร้อมเสนอให้มีระยะเวลาปรับตัวประมาณ 5 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถทยอยลงทุนและยกระดับมาตรฐานได้ สำหรับความเสี่ยงด้านการค้ากับสหรัฐฯ หากอัตราภาษีที่ไทยได้รับไม่เท่าเทียมกับประเทศคู่แข่ง จะเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มจิวเวลรี่และสินค้าซิลเวอร์ในตลาดราคาจับต้องได้ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนสูง แต่หากอัตราภาษีของไทยอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่ง การแข่งขันจะกลับมา วัดกันที่คุณภาพและ Finishing ของสินค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งของผู้ประกอบการไทย และเป็นปัจจัยที่ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ยอด FDI เวียดนาม 9 เดือนแรก ปี 69 ทะยาน 76.4% ทะลุ 5 หมื่นล้านดอลล์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม เปิดเผยว่า เวียดนามดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) รวม 5.036 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 พุ่งขึ้น 76.4% เมื่อเทียบรายปี โดยรายงานระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว มีโครงการที่ได้รับใบอนุญาตใหม่จำนวน 3,108 โครงการ คิดเป็นทุนจดทะเบียนรวม 2.924 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าที่บันทึกไว้ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 2.4 เท่า สำหรับภาคการผลิตและการแปรรูปครองสัดส่วนสูงสุดของทุนจดทะเบียนใหม่ ที่ 1.338 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 45.8% รองลงมา คือ ภาคการขนส่งและคลังเก็บสินค้าที่ 5.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นแหล่งเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในโครงการแจ้งจัดตั้งใหม่รายใหญ่ที่สุด ด้วยมูลค่า 9.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยเกาหลีใต้ที่ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และลักเซมเบิร์กที่ 4.99 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ยอดการเบิกจ่ายเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ แตะระดับ 2.107 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 9 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 12.1% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งนับเป็นระดับการเบิกจ่ายจริงในรอบ 9 เดือนที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี     

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)