ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. โค้งสุดท้ายเจรจา FTA ไทย-EU เหลือเปิดตลาด-ประเด็นเชิงนโยบาย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต ว่า ผลการประชุมมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก โดยการเจรจาในส่วนของข้อบทต่างๆ (Text) ได้ข้อสรุปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดตลาด และประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องเจรจากันต่อ การเจรจาหลังจากนี้จึงเข้าสู่ช่วงสุดท้ายซึ่งมีความสำคัญ เพื่อให้สรุปการเจรจาได้ผลลัพธ์ที่สมดุลและเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทั้งสองฝ่าย โดยการดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าหารือในเรื่องคงค้าง เพื่อมุ่งหาข้อสรุปด้านการเปิดตลาดและประเด็นที่ยังคงเหลือ โดยไทยและ EU ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ภายในปี 2569 สำหรับการเจรจา FTA ไทย-EU รอบนี้ รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นให้การเจรจามีความคืบหน้ามากที่สุด โดยได้ให้คำแนะนำกับทีมเจรจาอย่างใกล้ชิด และด้วยการเจรจาอย่างเข้มข้น ทำให้สามารถขับเคลื่อนการเจรจาให้สรุปผลได้อย่างมีนัยสำคัญครอบคลุมทุกบท อาทิ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) บทบัญญัติเบื้องต้น พลังงานและวัตถุดิบ และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ขณะที่ในส่วนของการเจรจา เปิดตลาดทั้งด้านการค้าสินค้า การบริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การเจรจาในรอบนี้ก็มีความคืบหน้าที่ดีเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ในการเจรจา FTA ไทย-EU ทั้งสองฝ่ายหารือบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนข้อเสนอระหว่างกัน พร้อมทั้งทำความเข้าใจต่อข้อเรียกร้องและข้อเสนอในสินค้า สาขาบริการและการลงทุนที่แต่ละฝ่ายให้ความสำคัญ โดยมุ่งให้เกิดการเปิดตลาดที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการคำนึงถึงสินค้าและสาขาธุรกิจที่มีความอ่อนไหวของแต่ละฝ่าย สำหรับ FTA ไทย-EU ครอบคลุมประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้าหลายมิติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจและกฎหมายในความรับผิดชอบของหลายกระทรวงและหน่วยงาน การกำหนดท่าทีของไทยจึงเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายไม่เพียงแต่ผลักดันการเจรจาให้สำเร็จ แต่ต้องได้ความตกลงที่สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม สามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาความพร้อมและผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหว
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและ EU นั้น ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างกันมีมูลค่ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% จากปี 2567 ซึ่งไทย ส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.27% จากปี 2567 สินค้า ส่งออกสำคัญ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, อัญมณีและ เครื่องประดับ, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง, หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เป็นต้น โดยไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86% จากปี 2567 สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและ ส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม, เคมีภัณฑ์, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งนี้ ไทยได้ดุลการค้ามูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT)
2. 'GIT' คลอดมาตรฐานใหม่ 'ทองรูปพรรณไทย' ขั้นต่ำต้อง 96.5% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569)
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า GIT ได้จัดทำมาตรฐานสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ หรือ GIT Standard สินค้าใหม่ คือ ทองรูปพรรณไทย โดยกำหนดมาตรฐานไว้ที่ 96.5% ไม่รวมส่วนที่เป็นน้ำประสานทอง เพื่อให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ร้านทอง และผู้ประกอบการจะต้องยึดมาตรฐานนี้ เพราะปัจจุบันทองรูปพรรณถูกผลิตและจำหน่ายในหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย ทำให้มีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานให้ชัดเจน เพื่อควบคุมคุณภาพ ความบริสุทธิ์ และความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม และมีความมั่นใจในการซื้อทองรูปพรรณเพื่อการลงทุน ทั้งนี้ ปัจจุบันการซื้อ-ขายทองรูปพรรณยังมีปัญหากรณีผู้บริโภคซื้อสินค้าจากร้านหนึ่ง แต่ไม่สามารถไปขายที่ร้านอื่นได้ เพราะบางร้านไม่รับซื้อ ต้องกลับไปขายที่ร้านเดิมที่ซื้อมา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมาตรฐานทองคำ เนื่องจากบางร้านอาจจะผลิตทองรูปพรรณออกมาต่ำกว่า 96.5% โดยมาตรฐานขั้นต่ำที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำหนดไว้ คือ 92.5% แต่ถ้ากำหนดมาตรฐานทองคำไว้ขั้นต่ำที่ 96.5% ทุกรายที่ผลิตทองรูปพรรณ ก็ต้องยึดตามมาตรฐานนี้ ในขณะเดียวกัน GIT ยังได้จัดทำมาตรฐานการตรวจสอบและประเมินการปรับปรุงความสะอาดมรกต เนื่องจากมรกต มีสีเขียวเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์ ความหายาก โดยธรรมชาติ และเป็นอัญมณีที่มักมีรอยแตกและ มลทินภายใน ทำให้ดูไม่ใสหรือค่อนข้างขุ่น จึงต้องมีการปรับปรุงความสะอาดโดยการเติมสารที่ดัชนีหักเหแสงใกล้เคียงมรกตลงในรอยแตก เพื่อทำให้มรกตมีความใสสะอาดและสวยงามขึ้น ซึ่งสารที่ใช้ เช่น น้ำมัน เรซิน เป็นต้น จึงต้องมีการกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบและประเมินการปรับปรุงความสะอาดของมรกต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยการตรวจสอบนั้น จะตรวจสอบตั้งแต่วิธีพื้นฐานการตรวจสอบความงามธรรมชาติ การตรวจสอบการปรับปรุงความสะอาดของมรกต เพราะล้วนแต่มีผลต่อราคาซื้อขาย
อย่างไรก็ตาม GIT ยังมีแผนผลักดันให้ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ก้าวสู่มาตรฐาน Responsible Jewellery Council (RJC) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก และมาตรฐานเรื่องการ ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของโลหะมีค่า เพื่อ รับประกันว่าโลหะมีค่าที่นำมาผลิตเป็นเครื่องประดับ มาจากเหมืองที่ถูกกฎหมาย ปราศจากความขัดแย้ง เพราะหากไทยผลิตสินค้าที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ ก็จะทำให้สินค้าไทย เป็นที่ต้องการและเป็นที่ยอมรับของตลาด ส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกได้ต่อไป
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์
ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
3. 'กกร.' คงเป้า GDP ปี 69 หนุน 'แผน 14' ดันศก.โตเหนือ 3% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2569)
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ที่ประชุม กกร. เดือนตุลาคม 2569 ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้เท่ากับรอบเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ จะเติบโตได้ 2.1-2.5% ส่วนมูลค่าส่งออกขยายตัวได้ 12-16% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3% ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชน มีทิศทางสอดคล้องกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5.5% สอดรับกับ 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand และข้อเสนอของธนาคารโลก โดย กกร.พร้อมร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ใน 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วน และปลดล็อกอุปสรรค, Transition Now เร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยี และมาตรฐานใหม่ และ Invest for Tomorrow ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน สำหรับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้น แม้อุปทาน (supply) จากตะวันออกกลางจะกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนความขัดแย้ง สะท้อนความ เปราะบางในตะวันออกกลาง และน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายนที่ 95 มาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนตลาดการเงิน ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐ 30 ปี แตะระดับ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี ตามความกังวลฐานะการคลังสหรัฐ และการเร่งระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้พันธบัตรระยะยาวหลายประเทศ รวมทั้งไทย ในเดือนกันยายน ปรับเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมภาคเอกชน และค่าเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า
อย่างไรก็ตาม ใสส่วนของการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 จะมีผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และ ผู้บริหารจากทั่วโลกกว่า 15,000 คนเข้าร่วม ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางใหม่ของไทยสู่เวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเปิดโอกาส ให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่าย ระดับโลก ก่อนก้าวสู่บทบาทประธานอาเซียนในปี 2028
ข่าวต่างประเทศ
4. แบงก์ชาติอินเดียขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณปรับขึ้นอีก เหตุเงินเฟ้อสูง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2569)
ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) เปิดเผยว่า ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 5.50% ในการประชุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี และส่งสัญญาณว่าอาจจะปรับขึ้นอีก เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและสกุลเงินรูปีที่อ่อนค่าลง ได้ส่งผลให้คณะกรรมการ RBI ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน ทั้งนี้ การประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ถือเป็นมติเอกฉันท์ และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่ซันเจย์ มัลโฮตรา ผู้ว่าการ RBI ระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางอินเดีย (MPC) ได้พิจารณาข้อมูลที่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า อัตราเงินเฟ้อและแนวโน้มเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในระดับต่ำเหมือนปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้ การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งการปรับนโยบายการเงินของ RBI ถือเป็นการเน้นย้ำว่า เมื่อพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบันแล้ว การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะไม่อยู่ในวาระการพิจารณาในระยะใกล้นี้ และการดำเนินนโยบายต่อจากนี้จะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือการคงดอกเบี้ยเท่านั้น โดยขึ้นอยู่กับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตาม RBI ได้ปรับนโยบายการเงินตามทิศทางเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ ในเอเชีย ตั้งแต่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ไปจนถึงธนาคารกลางฟิลิปปินส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางนั้น ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันกลับมาพุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้ธนาคารกลางต่างๆ วิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอินเดียอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 หลังจาก RBI ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)