ข่าวในประเทศ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
1. ส.อ.ท.ชงรถเก่าแลกรถใหม่พยุงอุตฯ (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้กลไก MIND x FTI ครั้งที่ 2/2569 เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและปลดล็อกข้อจำกัดของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเบื้องต้นประเมินอุทกภัยปี 2569 ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการประมาณ 2,000 รายใน 14 จังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของประเทศ ทั้งความเสียหายต่อโรงงาน เครื่องจักร และการขนส่ง หากไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านบาท โดยส.อ.ท. ได้จัดตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อประสานความช่วยเหลือ สำรวจความ เสียหาย และผลักดันมาตรการสินเชื่อและภาษีสำหรับฟื้นฟูกิจการ พร้อมเตรียมระบบจัดการขยะและลดความเสี่ยงในพื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงมาตรการสินเชื่อวงเงินหลักหมื่นล้านบาท ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ซ่อมแซมเครื่องจักร รักษาการจ้างงาน และเร่งคืนกำลังการผลิต เน้นให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วและตรงกับความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ส.อ.ท.ยังเสนอให้ภาครัฐผลักดันโครงการ Trade-in รถเก่าแลกรถใหม่ โดยเฉพาะรถกระบะ ควบคู่กับมาตรการสินเชื่อและการค้ำประกัน เพื่อกระตุ้นตลาดในประเทศ พร้อมทบทวนภาษีสรรพสามิต มาตรฐาน Euro 6 และหลักเกณฑ์การใช้วัตถุดิบในประเทศให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นนักลงทุนและสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ขณะเดียวกัน ขอเสนอให้ปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม 11 ประเด็น อาทิ ระบบอนุญาตดิจิทัล (e-License) และแนวทาง End of Waste เพื่อส่งเสริมการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์
นายศุภกิจ บุญศิริ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
2. อุตฯ กางโรดแมป ดันอาหารไทยชิงตลาดโลก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2569)
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ระยะที่ 1 (พ.ศ.2562-2570) มีเป้าหมายผลิตภัณฑ์สินค้าอนาคต เช่น อาหารสุขภาพและอาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์อาหารจากเทคโนโลยีชีวภาพ อาหารฮาลาล อาหารใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อบริโภคในประเทศและส่งออก รวมถึงผลักดันการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) และนวัตกรรมด้านเกษตรและอาหาร เพื่อนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค ทั้งนี้ อาหารฮาลาล เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต โดย สศอ.ได้ดำเนิน "โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทย ใส่ใจผู้บริโภคทั่วโลก" ประจำปี 2569 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวของธุรกิจแปรรูปอาหารฮาลาล ไปสู่การยกระดับมาตรฐานการผลิตในระดับสากล สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดเป้าหมายทั่วโลก โดยร่วมกับสถาบันอาหาร พัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ครอบคลุมกระบวนการผลิต ทั้งการอบแห้งและแปรรูปผง ซึ่งไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก แต่สัดส่วนส่งออกอาหารฮาลาลมีส่วนแบ่งตลาดโลกเพียง 2.1% เนื่องจากผู้ประกอบการขาดความพร้อมหลายด้าน สศอ.จึงมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการของไทยให้มีความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่อาหารอนาคตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพิ่มช่องทางจำหน่าย นำไปสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ อันเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลกภายในปี 2570
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกอาหารไทย 8 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 1,014,195 ล้านบาท ลดลง 5.2% ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีสหรัฐ มาตรการระงับนำเข้าสินค้าของประเทศคู่ค้า ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง และต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน แต่ครึ่งหลังปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยเดือนสิงหาคม มีมูลค่า 128,411 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% จึงประเมินว่า 4 เดือนสุดท้ายมีโอกาสกลับมาขยายตัวเป็นบวก จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับเทศกาลปลายปี และค่าเงินบาทที่ยังเอื้อต่อการแข่งขัน พร้อมปรับประมาณการส่งออกอาหารปี 2569 เป็น 1.5 ล้านล้านบาท หดตัว 0.7% จากเดิม 1.4 ล้านล้านบาท หดตัว 7.2% ทั้งนี้ สถาบันอาหารได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทยใส่ใจผู้บริโภคทั่วโลก โดยมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการศึกษาตลาดอาหารฮาลาลที่มีศักยภาพ การยกระดับมาตรฐาน เชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทยในตลาดสากล นอกจากนี้ยังมีโครงการ IU ฮาลาล ซึ่งร่วมกับ สศอ. และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อพัฒนาข้อมูลเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมฮาลาล ครอบคลุม 4 กลุ่มสินค้า ได้แก่ อาหาร แฟชั่น เครื่องสำอาง และยาและสมุนไพร รวมถึงอีก 1 สาขาบริการท่องเที่ยวฮาลาล เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์สถานการณ์ และวางแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลของไทยให้สอดรับกับโอกาสในตลาดโลก
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี
เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.)
3. สอน.เปิดแผนสู้วิกฤตไร่อ้อย (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2569)
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า จากอุตสาหกรรมอ้อยและ น้ำตาลกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากวิกฤตสภาพอากาศ แปรปรวน (Climate Change) และภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น เกษตรกร ชาวไร่อ้อยกว่า 4.4 แสนราย บนพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 10 ล้านไร่ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นรายย่อยและขนาดกลาง (มีพื้นที่ 1- 199 ไร่) สูงถึง 90% ของทั้งหมด โดยพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 50% ตามด้วยภาคกลาง 22% ภาคเหนือ 22% และภาคตะวันออก 6% สอน.จึงต้องเร่งผลักดันมาตร การช่วยเหลือทุกมิติเพื่อลดผล กระทบและสร้างความยั่งยืน ทั้งนี้ สอน.ได้กาง 6 มาตร การเด็ด เพื่อพาชาวไร่อ้อยรอด พ้นวิกฤตแล้ง ดังนี้ 1. ลุยวิจัยอ้อย พันธุ์อึด จับมือหน่วยงานรัฐและเอกชน พัฒนาพันธุ์อ้อยสายพันธุ์ใหม่ที่ทนแล้ง ต้านทานโรค และแมลง ด้วยเทคโนโลยีชีวโม เลกุลที่ทันสมัย (Genome Editing) ปลอดภัยไม่ใช่ GMOs 2. อัดฉีด สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ร่วมกับ ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ในโครงการปี 2568-2570 ให้ชาวไร่นำไปทำระบบน้ำ หยดประหยัดน้ำ ขุดบ่อน้ำตื้น สระน้ำ หรือเจาะบ่อบาดาล ล่า สุดอนุมัติแล้ว 22 ราย เป็นเงินกว่า 189 ล้านบาท 3. หนุนตัดอ้อยสด งดเผา ส่งเสริมการสับคลุกใบอ้อยลงดินแทนการเผา เพื่อช่วยเพิ่มสารอาหารให้ดินกักเก็บความชื้นและทนแล้งได้ดีขึ้น แถมลดต้น ทุนค่าปุ๋ย และยังนำใบอ้อยไปขายทำกระดาษหรือแผ่นพาเลต สร้างรายได้เสริมได้อีกด้วย 4. ติวเข้มรับมือโลกเปลี่ยน จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร เพื่อให้เท่าทันสถานการณ์และปรับตัวสู้ภัยแล้งได้อย่างมืออาชีพ 5.จับมืออุ้มเมื่อเกิดภัย ประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเตรียมแผนเยียวยาและช่วยเหลือทันทีหากเกษตรกรได้รับ ความเสียหายจากสถานการณ์ภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน และ 6. โรงงานน้ำตาลต้องมีน้ำสำรอง กระตุ้นให้โรงงานน้ำตาลวางแผนจัดการน้ำของตัวเองอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแย่งน้ำกับชุมชนรอบข้าง
ข่าวต่างประเทศ
4. จีนสร้างงานในเขตเมือง 9 เดือนแรกแตะ 10.52 ล้านตำแหน่ง เร่งหนุนจ้างงาน AI-ภาคบริการ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2569)
หลี่ จง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงและโฆษกกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคม เปิดเผยว่า สถานการณ์การจ้างงานโดยรวมยังคงมีเสถียรภาพ โดยอัตราการว่างงานในเขตเมืองจากการสำรวจเฉลี่ยอยู่ที่ 5.2% ในช่วงเดือนมกราคม - สิงหาคม 2569 โดยรัฐบาลจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำเอกสารนโยบายเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผ่านการขยายตัวของภาคบริการ ซึ่งทางการมองว่าเป็นแหล่งสร้างงานใหม่ที่สำคัญและสามารถรองรับแรงงานจากภาคเศรษฐกิจต่างๆ ได้ ทั้งนี้ รัฐบาลยังเตรียมดำเนินโครงการช่วยให้แรงงานพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าของ AI ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานจำนวนมาก และค้นหาโอกาสสร้างงานในอุตสาหกรรมเกิดใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นอกจากนี้ จีนมีแผนเพิ่มความช่วยเหลือด้านการจ้างงานแก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและคนหนุ่มสาวที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงยกระดับคุณภาพงานของแรงงานอิสระและผู้ที่ทำงานในรูปแบบการจ้างงานใหม่ๆ โดยมาตรการเหล่านี้สะท้อนความพยายามของจีนในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีกับการรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน ในช่วงที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 จีนสร้างงานในเขตเมืองได้ 10.52 ล้านตำแหน่ง คิดเป็น 87.7% ของเป้าหมายการจ้างงานทั้งปีที่ 12 ล้านตำแหน่ง โดยรัฐบาลเตรียมเพิ่มมาตรการส่งเสริมการจ้างงานในภาคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภาคบริการ พร้อมช่วยให้แรงงานปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)