ข่าวในประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
1. "เอกนิติ" ขึ้นเวที IMF–World Bank ชูไทยรับมือโลกแตกขั้ว (ที่มา: สำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น., ประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2569)
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง เปิดเผยว่า ได้ร่วมเวที “Thai MOF Flagship Event: Building Resilience in a Fragmented World” ในการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ซึ่งบนเวทีดังกล่าวมีผู้นำเศรษฐกิจโลกเข้าร่วม ได้แก่ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก และนางรีอิกกา ปูร์รา รัฐมนตรีคลังฟินแลนด์ โดยบนเวทีได้เปิดประเด็นตรงมาที่ประเทศไทย ถึงการรับมือเศรษฐกิจโลกที่กำลังแยกส่วน ทั้งนี้ โลกธุรกิจเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยต้นทุนและประสิทธิภาพ ไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยมากขึ้น ไทยจึงต้องรับแรงกระแทกผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ ทั้งการค้า ตลาดการเงิน และการลงทุน พร้อมปรับตัวให้เร็วกว่าเดิม ด้านการค้าไทย ซึ่งนำเข้าพลังงานสุทธิและเคยพึ่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 50% ได้กระจายแหล่งนำเข้าไปยังแอฟริกาตะวันตกและละตินอเมริกาในช่วง 7–8 เดือนที่ผ่านมา ช่วยลดความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานภายในประเทศ ในส่วนตลาดการเงิน ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นเพียง 60 basis points ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 120 basis points สะท้อนมุมมองเชิงบวกของตลาดต่อวินัยการคลังไทย ด้านการลงทุนถือว่าไทยได้รับประโยชน์จากกระแสกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนต่างชาติ โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้นถึง 47% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวมากกว่า 10% ต่อเนื่อง 2 ไตรมาส หลังรัฐเร่งลดขั้นตอนอนุมัติให้นักลงทุนได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ได้ย้ำถึงบทบาทไทยในการเป็น Trusted Connecto หรือตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจ เชื่อมประเทศใหญ่กับประเทศเล็ก ยึดระบบพหุภาคีและกติกาสากล พร้อมใช้ความหลากหลายของอาเซียนสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจภูมิภาค โดยการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปี IMF- World Bank 2026 ได้ถูกใช้สะท้อนภาพการเป็นเจ้าภาพที่กระจายประโยชน์ลงสู่ฐานราก ซึ่งไทยดึงชุมชนกว่า 37 แห่งทั่วประเทศมาร่วมจัดทำสิ่งทอประดับห้องประชุม เชื่อมงานระดับโลกกับฝีมือและรายได้ของชุมชนในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางกอร์เกียวา ได้กล่าวถึงผ้าทอในห้องประชุมว่า เป็นภาพสะท้อนการนำประชาชนฐานรากเข้ามาอยู่ในศูนย์กลางของอำนาจทางเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศต้องเดินหน้าเพื่อสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้ประชาชนทุกคน ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวในช่วงท้ายว่า ไทยต้องสร้างความเชื่อมั่นทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น พร้อมร่วมมือกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศและประเทศต่าง ๆ เพื่อยกระดับผลิตภาพ และพาเศรษฐกิจไทยก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
2. ก.อุตฯ ถกทูตออสเตรเลีย หนุนความยืดหยุ่นศก. (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมให้การต้อนรับนายพาโบล คัง เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย เข้าพบหารือเพื่อแนะนำตัวเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยมีนางอัษฎาพร ไกรพานนท์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม ณ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยการหารือในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เกี่ยวกับการส่งเสริมความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience) ซึ่งเป็นข้อตกลงภายใต้แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ซึ่งได้ร่วมลงนามไว้ในระหว่างการเยือนประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 17-20 สิงหาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังได้ร่วมหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อน ความร่วมมือ ทางอุตสาหกรรม ระหว่างไทยและออสเตรเลียในหลากหลายมิติ อาทิ ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การส่งเสริมการลงทุนและการผลิตขั้นสูง การจัดการขยะ และการทำเหมืองแร่ เพื่อร่วมผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม (DIPROM)
3. กสอ.เร่งช่วย SME ฝ่าวิกฤตอุทกภัย สอท.ห่วงน้ำเน่าเสีย (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2569)
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม (DIPROM) เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ยังคงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั้งในด้านสถานประกอบการ เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต วัตถุดิบ ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ ดีพร้อมจึงเร่งดำเนินมาตรการสินเชื่อ "เงินไว ฟื้น ภัยพิบัติ" ภายใต้มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยมีกรอบวงเงิน 50 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือลูกหนี้รายเดิมและการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม SME สำหรับผู้ประกอบการซึ่งเป็นลูกหนี้รายเดิมนั้น ดีพร้อมให้ความช่วยเหลือผ่านการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติเป็นเวลา 4 เดือน พร้อมลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนลง 50% เป็นเวลา 6 เดือน และสามารถขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการฟื้นฟูกิจการและกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ภารกิจฟื้นฟูยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย รวมถึงความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของน้ำ จึงจำเป็นต้องเร่งสำรวจ ตรวจสอบ และวิเคราะห์คุณภาพน้ำ เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงและกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ ส.อ.ท.เห็นว่า ควรเร่งสำรวจพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน โดยเฉพาะชุมชนและพื้นที่ที่เริ่มประสบปัญหาน้ำเน่าเสียหรือมีข้อบ่งชี้ถึงความเสี่ยงจากการปนเปื้อน ได้ประสานหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและภาคอุตสาหกรรมที่มีองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อร่วมสนับสนุนการตรวจวิเคราะห์การบำบัดน้ำเสีย และการฟื้นฟูพื้นที่ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าวต่างประเทศ
4. อินเดียเผยดัชนี CPI +5.54% เดือนก.ย. สูงกว่าคาดการณ์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2569)
กระทรวงสถิติของอินเดีย เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัด เงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 5.54% ในเดือนกันยายน 2569 เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 5.40% จากระดับ 4.83% ในเดือนสิงหาคม โดยดัชนี CPI พุ่งขึ้นใกล้เพดานกรอบเงินเฟ้อ 2-6% ของธนาคารกลางอินเดีย โดยได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของราคาอาหาร นอกจากนี้ ดัชนี CPI ประจำเดือนกันยายน แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่ดัชนี CPI เริ่มการคำนวณด้วยปีฐานใหม่คือปี 2567 จากเดิมที่ใช้ปี 2555 และใช้ข้อมูลจากการสำรวจรายจ่ายเพื่อการบริโภคของภาคครัวเรือนปี 2566-2567
อย่างไรก็ตาม ดัชนี CPI ที่มีการปรับปรุงใหม่ดังกล่าวครอบคลุมสินค้าและบริการจำนวนมากขึ้น รวมทั้งมีการปรับสัดส่วนค่าน้ำหนักขององค์ประกอบต่างๆ ในดัชนี นอกเหนือจากการเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นจากตลาดทั้งในเขตชนบทและเขตเมือง ทำให้ดัชนี CPI ดังกล่าวสามารถเพิ่มคุณภาพของข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดนโยบายการเงินและการคลังได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ด้านธนาคารกลางอินเดียปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับปีงบประมาณปัจจุบันสู่ระดับ 5.2% จากเดิมที่ระดับ 5.0%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)