ข่าวประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

 

1. 'วราวุธ' เร่งอัดทุนกู้ธุรกิจน้ำท่วม 59 จังหวัด 4,635 แห่ง หลังเสียหายกว่า 1.82 หมื่นล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2569)  

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยสถานการณ์ผลกระทบจากอุทกภัย ว่า ข้อมูลศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤตกระทรวงอุตสาหกรรม (Crisis Management Center : CMC) ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00 น. พบสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 4,635 ราย ใน 59 จังหวัด ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 18,205.63 ล้านบาท แบ่งเป็นสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม 17,845.69 ล้านบาท และนอกนิคมอุตสาหกรรม 359.94 ล้านบาท โดยจังหวัดชลบุรีมีมูลค่าความเสียหายสูงสุด 17,896.67 ล้านบาท สำหรับจังหวัดที่มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง ปราจีนบุรี และชลบุรี ในจำนวนนี้เป็น เอสเอ็มอี โรงงานอุตสาหกรรม และวิสาหกิจชุมชน สะท้อนแรงกดดันต่อภาคธุรกิจทั้งในพื้นที่อุตสาหกรรมและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งต้องเร่งฟื้นฟูทั้งการผลิตและสภาพคล่องเพื่อให้กลับมาดำเนินกิจการได้ ทั้งนี้ CMC ทำการประเมินความเร่งด่วนไปแล้ว พบผู้ประกอบการ 77.6% ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน โดยความต้องการอันดับแรก คือ เงินทุนฟื้นฟูกิจการ รองลงมา เป็นการแก้ไขความเสียหายของธุรกิจโดยรวมและการซ่อมแซมเครื่องจักร ด้านมาตรการทางการเงิน SME D Bank ดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน มีผู้เข้าร่วม 539 ราย วงเงินรวม 1,807.32 ล้านบาท ควบคู่กับสินเชื่อ DIPROM Pay วงเงิน 50 ล้านบาท และมาตรการพักชำระหนี้ของกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมเร่งประสาน การซ่อมแซมเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และอาคาร ตลอดจนตรวจสอบความปลอดภัยของโรงงานหลังน้ำลด

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมยังช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน และผู้ประกอบการ ในพื้นที่น้ำท่วมขังหลายวันและเริ่มเน่าเสีย อาทิในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ชัยนาท นครนายก โดยส่งมอบกากน้ำตาล 16,000 ลิตร เพื่อทำเป็นน้ำหมักได้ 80,000 ลิตรเพื่อแจกให้ไปใช้บำบัดน้ำเสีย ถุงยังชีพกว่า 15,468 ถุง และยังมีถุงยังชีพ ถุงบิ๊กแบ็ค กระสอบทราย และทราย ไว้ให้หน่วยงานภาครัฐ สถานประกอบการ หากมีความต้องการสามารถขอรับสนับสนุนจากกระทรวงอุตสาหกรรมได้อีกช่องทางหนึ่ง

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

2. ดัชนีอุตฯ ก.ย.ดีดขึ้น ส.อ.ท.ชงรัฐลดต้นทุน-ดัน MiT (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 90.70 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 89.7 ในเดือนสิงหาคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 จาก 3.95 บาท เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ช่วยบรรเทาต้นทุนภาคธุรกิจ และลดค่าครองชีพประชาชน อีกทั้งผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมจำหน่ายสินค้าช่วงเทศกาลปลายปี นอกจากนี้ ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับความต้องการสินค้าเทคโนโลยียังขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้ารายย่อย โดยข้อมูลยอดขายสามารถนำไปใช้ประกอบการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อผ่านระบบ AI "นกกระซิบ" ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนและสถานประกอบการ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าวัตถุดิบ และทำให้ Supply Chain บางอุตสาหกรรมหยุดชะงักช่วงปลายเดือนกันยายน นอกจากนี้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้น 7.29% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 40.28 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น กดดันอัตรากำไรผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีความสามารถรับมือกับต้นทุนที่ผันผวนได้จำกัด ด้านค่าระวางเรือในเส้นทางการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นและกดดันผลประกอบการของผู้ส่งออกไทย ซึ่งอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือ การแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ SMEs เผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย เนื่องจากมีข้อจำกัดในการปรับลดราคา เพื่อแข่งขันกับสินค้านำเข้า นอกจากนี้ SMEs ยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการขยายกิจการ

อย่างไรก็ตาม สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.70 เพิ่มขึ้นจากระดับ 97 ในเดือนสิงหาคม 2569 มีปัจจัยสนับสนุนจากข้อตกลงด้านภาษีและการขยายเวลาพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าโลก และการต่ออายุโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)" คาดว่าจะช่วยรักษาแรงส่งของการบริโภคภายในประเทศ และสนับสนุนรายได้ SMEs ช่วงปลายปี ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการ 3 ด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้ 1. ยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยเชิงรุก 2. ส่งเสริมการประหยัดพลังงานและลดภาระต้นทุน และ 3. เร่งผลักดันการใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนใช้สินค้า MiT

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

3. น้ำท่วมลามซัพพลายเชน กระทบภาคอุตสาหกรรม (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัย ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสถานประกอบการในหลายพื้นที่ โดยข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ระบุว่ามีสถานประกอบการ ได้รับผลกระทบ 4,523 ราย ใน 55 จังหวัด มูลค่า ความเสียหายเบื้องต้นกว่า 2,137 ล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมโยงกัน ผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แม้โรงงานบางแห่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประสบภัย แต่การผลิตอาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านแรงงาน วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และการขนส่ง รวมถึงซัพพลายเออร์บางรายไม่สามารถส่งชิ้นส่วนได้ตามปกติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนที่มีเครือข่ายผู้ผลิตหลายระดับ นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า หากขาดชิ้นส่วนสำคัญเพียง 3-4 รายการ อาจทำให้สายการผลิตต้องหยุดลงได้ สะท้อนว่าผลกระทบของน้ำท่วมอาจขยายไปถึงโรงงานที่ไม่ได้ประสบภัยโดยตรง และการติดตามความพร้อมของซัพพลายเออร์และเส้นทางขนส่งจึงมีความสำคัญต่อการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป สนค. ประเมินว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายและการขนส่งกลับมาเป็นปกติ ผู้ประกอบการบางส่วนอาจทยอยฟื้นการผลิตและเร่งผลิตชดเชยได้ อย่างไรก็ตามความเร็วในการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของซัพพลายเออร์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญที่อาจ เป็นจุดคอขวดของระบบการผลิต รวมถึงเครื่องจักร แรงงาน และเส้นทางโลจิสติกส์ ขณะที่หากสถานการณ์ ยืดเยื้อหรือการจัดหาชิ้นส่วนยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ อาจส่งผลต่อแผนการผลิตและการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งหลายอุตสาหกรรมมีแผนผลิตและส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การประเมินผลกระทบต้องมอง ต่อไปถึงการกระจายสินค้าในประเทศ การส่งมอบตามคำสั่งซื้อ ต้นทุนโลจิสติกส์ และความเสี่ยงต่อการส่งออก เพื่อให้สามารถเตรียมแนวทางรองรับได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ ควรตรวจสอบความพร้อมของซัพพลายเออร์และวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่อาจเป็นจุดคอขวดของการผลิต เตรียมแหล่งจัดหาและเส้นทางขนส่ง สำรอง รวมถึงบริหารสินค้าคงคลังและแผนส่งมอบ ให้เหมาะสม ขณะที่ระยะฟื้นฟูควรให้ความสำคัญ กับการซ่อมแซมเครื่องจักรและการบริหาร สภาพคล่อง โดยเฉพาะ SMEs ส่วนในระยะยาว ควรนำข้อมูลสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำมาใช้วางแผนการผลิตและโลจิสติกส์ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบหรือเส้นทางขนส่งเพียง แห่งเดียว และเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ในการรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต

 

ข่าวต่างประเทศ 

 

 

4. เกาหลีใต้ส่งออกสินค้า ICT เดือนก.ย.พุ่งทำนิวไฮ รับกระแส AI บูม (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2569)

กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และทรัพยากรของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ยอดส่งออกสินค้า ICT อยู่ที่ระดับ 7.515 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน 2569 พุ่งขึ้น 195.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มูลค่าการส่งออกทะลุหลัก 7 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าระดับสูงสุดเดิมที่ 5.998 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม โดยยอดส่งออกสินค้า ICT ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 20 นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ทั้งนี้ ภาค ICT เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกเกาหลีใต้ โดยคิดเป็นสัดส่วน 62.1% ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศในเดือนกันยายน นอกจากนี้ เมื่อจำแนกตามประเภทสินค้า ยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์พุ่งขึ้น 262.8% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.033 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นการเติบโตในระดับตัวเลขสามหลักติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระตุ้นความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI และผลักดันราคาให้สูงขึ้น สำหรับสินค้าอื่นๆ ยอดส่งออกจอแสดงผลลดลง 11.5% เหลือ 1.70 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางการปรับกำหนดการเปิดตัวสมาร์ตโฟน  บางรุ่น ขณะที่ยอดส่งออกโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น 28.2% แตะ 1.90 พันล้านดอลลาร์ จากความต้องการสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการส่งออกชิ้นส่วนต่างๆ เช่น โมดูลกล้อง ที่เพิ่มขึ้นขณะที่ยอดส่งออกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงพุ่งทะยาน 393.0% แตะ 7.16 พันล้านดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการ SSD (Solid-State Drive) ที่แข็งแกร่ง ส่วนยอดส่งออกอุปกรณ์สื่อสารลดลง 2.3% เหลือ 220 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม สำหรับยอดนำเข้าสินค้า ICT เดือนกันยายน 2569 พุ่งขึ้น 55.3% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 2.143 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้อุตสาหกรรม ICT ของเกาหลีใต้เกินดุลการค้าอยู่ที่ 5.371 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ยอดเกินดุลทะลุระดับ 5 หมื่นล้านดอลลาร์                          

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)