ข่าวประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2569

ข่าวในประเทศ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

1. 'เอกนิติ' ยกทีมบินเชื่อมไทย-ฮ่องกง ชงภาษี EV เข้าครม. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 19 ตุลาคม 2569)  

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง เปิดเผยว่า ตนพร้อมคณะทำงานประเทศไทย (Thailand Team) จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค สมัยที่ 33 (APEC Finance Ministers' Meeting) ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งจะมีการสานต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และการเงินในระดับภูมิภาค ต่อเนื่องจากในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งจากการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ได้มีการหารือทวิภาคีกับนายพอล ชาน    โม-โป (Paul Chan Mo-po) เลขาธิการการคลังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน โดยมุ่งเชื่อมโยงการลงทุนกับตลาดทุน เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนกับอาเซียน ขณะเดียวกันเตรียมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และตลาดทุน เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) โดยเฉพาะในสาขาการแพทย์ และสุขภาพ เกษตรอัจฉริยะ และอาหาร นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางส่งเสริมการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง (Dual Listing) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทไทยเข้าจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์ไทยและฮ่องกง อันจะช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุนและขยายฐานนักลงทุนในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังเตรียมเสนอวาระการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับยานยนต์ที่นำเข้ามาทั้งคันโดยไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตจากในประเทศไทยต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์ เบื้องต้นจะมีการปรับเพิ่มการเก็บภาษียานยนต์นำเข้าไม่ต่ำกว่า 30% จากปัจจุบันที่ 10% ภายในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้านี้

 

 

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

2. “ศุภจี”ถกนักธุรกิจสวิส เดินหน้าร่วมมือการค้า ลงทุน เตรียมใช้ FTA ไทย-EFTA (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้ให้การต้อนรับและหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส (SECO) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทชั้นนำและองค์กรธุรกิจสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน การเตรียมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อมุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก โดยการหารือครั้งนี้ มีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ในอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม อาทิ Nestlé ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่มีแผนลงทุนในไทยต่อเนื่องทั้งโรงงานกาแฟแห่งใหม่และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง Kühne+Nagel ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลกที่เห็นศักยภาพไทยในห่วงโซ่อุปทานคลาวด์และศูนย์ข้อมูล รวมถึงแผนลงทุนด้านคลังสินค้าและการขนส่งทางอากาศ Novartis และ Roche ในอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีการแพทย์ ซึ่งมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ และ Oerlikon บริษัทเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูงที่สนใจขยายการลงทุนรองรับอุตสาหกรรมการบินและเซมิคอนดักเตอร์ในไทย นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากองค์กรธุรกิจและหน่วยงานสนับสนุนเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ economiesuisse, Swissmem, Swissrail, SIFEM, SERV, Switzerland Global Enterprise (S-GE) และ DKSH สะท้อนโอกาสขยายความร่วมมือครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ระบบขนส่ง การเงิน และการส่งเสริมการค้าและ การลงทุน ทั้งนี้ ความสำเร็จของ FTA ไม่ได้อยู่ที่การเจรจาจนได้ข้อสรุปเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากความตกลงได้จริง กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้พัฒนาสินค้าและบริการตามมาตรฐานสากล พร้อมเชื่อมโยงกับบริษัทชั้นนำที่มีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง รวมถึงพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ทั้งสองฝ่าย เน้นผลประโยชน์ร่วม (Mutual Benefit) ทั้งการค้าและการลงทุน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยการขยายโอกาสทางธุรกิจของบริษัทสวิส และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สองฝ่ายยังหารือแนวทางสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน ทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การลดอุปสรรคด้านศุลกากร การใช้ระบบดิจิทัลอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการจัดให้มีช่องทางประสานงานที่ชัดเจน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการสอบถามข้อมูลและแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจระหว่างกันได้สะดวกยิ่งขึ้น สำหรับการค้าไทย–สวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 14,236.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.12% และช่วง 8 เดือนของปี 2569 (มกราคม - สิงหาคม) การค้ามีมูลค่า 9,557 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26% สะท้อนศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างเตรียมกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ FTA ไทย–EFTA มีผลใช้บังคับตามเป้าหมายวันที่ 1 มกราคม 2570

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ 

 

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

3. 'โตโยต้า' ปักธงไทย ดันสู่ฐานผลิตปิกอัพไฮโดรเจน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) เป็นครั้งแรกในไทยในรุ่น New Hilux ที่โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เงินลงทุน 1,490 ล้านบาท กำลังผลิตปีละ 3,000 คัน คาดว่าจะเริ่มสายการผลิตใหม่ในเดือนธันวาคม 2570 ระยะแรก เป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สำหรับโครงการนี้ ต่อยอดจากสายการผลิตรถปิกอัพ Hilux เดิม พร้อมปรับปรุงกระบวนการผลิตและลงทุนเพิ่มในสถานีงานสำหรับประกอบชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อน FCEV เช่น ถังเก็บไฮโดรเจน (Fuel Tank) เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) แบตเตอรี่ (Battery Pack) มอเตอร์ไฟฟ้า และชุดควบคุมพลังงาน นอกจากนี้ยังมีแผนติดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนในโรงงาน เพื่อรองรับการผลิตและทดสอบรถยนต์ FCEV ซึ่งโครงการนี้มีแผนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศปีละ 640 ล้านบาท ครอบคลุมระบบปรับอากาศและระบายความร้อน เบาะนั่ง ล้อและยาง ชุดสายไฟ ชิ้นส่วนภายในรถยนต์ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้รองรับ FCEV และเพิ่มโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ระดับโลก ทั้งนี้ สำหรับการเลือกนำเทคโนโลยี FCEV มาต่อยอดสายการผลิต Hilux เดิมในไทยของโตโยต้า สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับบทบาทสำคัญในการผลิตเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตสำหรับตลาดโลก เนื่องจากมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถปิกอัพ Hilux ที่สำคัญที่สุดในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของโตโยต้า อีกทั้งมีความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนและบุคลากรที่มีประสบการณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกสู่พลังงานสะอาด รวมถึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศที่มุ่งผลักดันให้ "ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกในทุกเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม โตโยต้า เป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยยาวนานถึง 64 ปี และได้ขยายการลงทุนเพื่อยกระดับฐานการผลิตให้รองรับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง มูลค่าเงินลงทุนสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท มีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่งในไทยที่สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์ ด้วยกำลังผลิตปีละกว่า 770,000 คัน จ้างงานพนักงานโดยตรงกว่า 13,000 คน โดยปัจจุบันโตโยต้าในไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีนเท่านั้น โดยใช้ไทยเป็นฐานส่งออกรถยนต์ไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

 

ข่าวต่างประเทศ 

 

4. เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 ขยายตัว 4.5% แรงหนุนส่งออกโตแรง แต่บริโภคในประเทศยังฟื้นช้า (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 3 ปี 2569 ขยายตัว 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 4.4% และเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ซึ่งขยายตัว 4.3% ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนในช่วง 9 เดือนแรกของปีขยายตัว 4.6% สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตทั้งปีของรัฐบาลจีนที่กำหนดไว้ที่ 4.5–5% ทั้งนี้ ทางด้านเหมา เซิ่งหย่ง (Mao Shengyong) รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุว่า ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจในช่วง 3 ไตรมาสแรกเป็นรากฐานสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการเติบโตประจำปี โดยเศรษฐกิจจีนยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ระหว่างประเทศและปัญหาอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่สำหรับปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนมาจากภาคการส่งออกและการผลิตอุตสาหกรรม โดยมูลค่าการส่งออกเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นถึง 36.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดโลก ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.5% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคการผลิตที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจีน

อย่างไรก็ตาม ภาคการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศยังคงอ่อนแอ โดยยอดค้าปลีกเดือนกันยายนขยายตัวเพียง 1.1% สะท้อนความระมัดระวังในการใช้จ่ายของประชาชน ขณะที่วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงกดดันความเชื่อมั่นและการลงทุน โดยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ช่วง 9 เดือนแรกหดตัวถึง 20.6% ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรโดยรวมลดลง 7.2% และอัตราการว่างงานในเขตเมืองเดือนกันยายนอยู่ที่ 5.2% โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ แต่ยังเผชิญปัญหาการเติบโตที่ไม่สมดุลระหว่างภาคการส่งออกกับเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ตลอดจนความไม่แน่นอนของอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยีโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป                 

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)