ข่าวประจำวันที่ 21 ตุลาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

 

1. 'ศุภจี' สั่ง 3 กระทรวง ต่อยอด 'IMF-World Bank' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 ตุลาคม 2569)  

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งบูรณาการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) นำโอกาสจากการประชุมประจำปี 2026 สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก "IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026" มาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ให้เร่งต่อยอดการพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และเชื่อมโยงตลาด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและการต่อยอดแนวคิด "IP Finance" (แปลงสินทรัพย์ทางปัญญาเป็นทุน) รวมถึงสินค้าชุมชน อาทิ ผ้าไทยสำหรับตกแต่งบ้าน ถุงผ้าขาวม้า และอาหารไทย ให้มีมูลค่าและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น ส่วนกระทรวงวัฒนธรรม ให้ต่อยอดการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งการแสดง มวยไทย และศักยภาพศิลปินไทย ให้ต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจและสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ต่อยอดในภารกิจด้านการท่องเที่ยว มุ่งเชื่อมโยงอัตลักษณ์และกิจกรรมไทยเข้ากับการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสจากธุรกิจไมซ์ (MICE) เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมุ่งให้ความร่วมมือของทั้ง 3 กระทรวงดำเนินต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุม IMF-World Bank โดยเชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาสินค้าและบริการ การสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการขยายช่องทางการค้าและการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้โอกาสจากเวทีนานาชาติไม่หยุดอยู่เพียงการจัดงาน แต่ต่อยอดเป็นรายได้ที่กระจายสู่ผู้ประกอบการและชุมชน รวมทั้งเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

 

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

2. ดัน 3 เหมืองโพแทช ปูทางส่งออก 3 หมื่นล้าน/ปี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 ตุลาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การพัฒนาแหล่งแร่โพแทชในไทยเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ลดพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรแร่ในประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีแหล่งแร่โพแทชขนาดใหญ่ กระจายอยู่ในแอ่งโคราช และแอ่งสกลนคร โดยปัจจุบันไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าราว 65,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นปุ๋ยโพแทชประมาณ 1 ล้านตัน มูลค่า 14,000 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาเหมืองและโรงงานผลิตปุ๋ยโพแทชในประเทศจึงมีโอกาสช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และเสริมความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิตของเกษตรกรไทย ประโยชน์ที่ประชาชนมีโอกาสได้รับโดยตรงคือการเพิ่มทางเลือกด้านปุ๋ย และลดแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตทางการเกษตร เนื่องจากโพแทสเซียมเป็นหนึ่งในธาตุอาหารหลักของพืช การมีแหล่งวัตถุดิบ และกำลังผลิต ในประเทศ จะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงปุ๋ยโพแทช เช่น ปุ๋ยสูตร 0-0-60 ซึ่งการสร้างประโยชน์จากเหมืองโพแทช ต้องเดินควบคู่กับการควบคุมผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยมีมาตรการกำจัด หางแร่ และเศษดิน จะผสมกับน้ำเกลือเข้มข้น และอัดกลับลงไปในเหมืองใต้ดิน ที่กำหนดให้เริ่ม ดำเนินการในปีที่ 5 ของการทำเหมือง และต้องถมกลับให้หมดเมื่อสิ้นสุดโครงการ ควบคู่กับการป้องกันการรั่วซึมของน้ำเกลือ ป้องกันผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และชุมชนในพื้นที่ ตลอดจน การคุ้มครองสุขภาพชุมชน โดยโครงการอุดรธานี มีการกำหนดมาตรการ เช่น ระบบหมุนเวียนน้ำ ป้องกันการรั่วซึม และประกันความเสียหายจากการทำเหมืองไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ในด้านเศรษฐกิจ หากโครงการต่างๆดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ไทยจะมีกำลังผลิตโพแทชรวมประมาณ 3.2 ล้านตันต่อปี เมื่อหักความต้องการใช้ในประเทศตามประมาณการ จะเหลือผลผลิตส่วนเกินราว 2.2 ล้านตัน สำหรับ ส่งออก คาดว่าจะสร้างรายได้จากการส่งออก 30,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มโอกาสให้ไทยก้าวสู่ การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกโพแทชและปุ๋ยเคมีในภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม สำหรับ 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1. โครงการบริษัท ไทยคาลิ จำกัด จังหวัดนครราชสีมา วางแผนผลิต 100,000 ตันต่อปี ครึ่งหลังปี 2570 จะเริ่มผลิตปุ๋ยได้ 2. โครงการบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด จังหวัดอุดรธานี ตั้งเป้าผลิต 2 ล้านตันต่อปี อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท คาดว่าเริ่มผลิตได้ปี 2573 และ 3. โครงการบริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียนชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) จังหวัดชัยภูมิ ตั้งเป้าผลิต 1.1 ล้านตันต่อปี มูลค่าลงทุน 31,422 ล้านบาท แต่ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่รัฐ 8,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินคดีในศาลปกครองกลาง

 

นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)

 

 

3. ต่างชาติหอบ 2.71 แสนล้าน ลงทุนไทย 9 เดือน 'สิงคโปร์' สูงสุด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 ตุลาคม 2569)

นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วง 9 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กันยายน) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 971 ราย มีเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 271,176 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 228 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 743 ราย ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบช่วง 9 เดือนของปี 2569 กับช่วง 9 เดือนของปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย เพิ่มขึ้น 201 ราย หรือเพิ่มขึ้น 26% โดยช่วง 9 เดือนของปี 2568 มีการอนุญาต 770 ราย และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 18,060 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7% ซึ่งช่วง 9 เดือนของปี 2568 มีมูลค่าการลงทุน 253,116 ล้านบาท รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวช่วง 9 เดือนของปี 2569 รวม 6,134 คน เพิ่มขึ้น 1,002 คน หรือเพิ่มขึ้น 20% จากช่วง 9 เดือนของปี 2568 ที่มีการจ้างงานคนไทย 5,132 คน ซึ่งหากพิจารณาในแง่ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย พบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. จีน 183 ราย คิดเป็น 19% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 46,031 ล้านบาท 2. สหรัฐอเมริกา 160 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 6,940 ล้านบาท 3. สิงคโปร์ 131 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 74,452 ล้านบาท 4. ญี่ปุ่น 131 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 56,562 ล้านบาท และ 5. ฮ่องกง 89 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 16,987 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบว่าการลงทุนของ ต่างชาติที่เข้ามานั้น ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 494 ราย คิดเป็น 51% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 971 ราย มูลค่าลงทุน 201,352 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า 2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง และ 3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม สำหรับในจังหวัดพื้นที่ EEC ช่วง 9 เดือนของปี 2569 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจ ลงทุน 302 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวน นักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 80 ราย หรือ เพิ่มขึ้น 36% จากช่วง 9 เดือนของปี 2568 ที่มีการลงทุน 222 ราย โดยมีมูลค่าการลงทุน 102,740 ล้านบาท คิดเป็น 38% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจาก จีน 110 ราย ลงทุน 36,775 ล้านบาท ,ญี่ปุ่น 45 ราย ลงทุน 28,283 ล้านบาท, ฮ่องกง 35 ราย ลงทุน 7,319 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 112 ราย ลงทุน 30,363 ล้านบาท

 

ข่าวต่างประเทศ 

 

4. ดัชนี PPI เกาหลีใต้เพิ่มขึ้นเดือนก.ย. รับแรงหนุนดีมานด์ช่วงวันหยุด-ค่าสาธารณูปโภคพุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 21 ตุลาคม 2569)

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ราคาสินค้าและบริการในกลุ่มผู้ผลิตของเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ในเดือนกันยายน 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่พุ่งสูงขึ้นตามความต้องการในช่วงเทศกาลวันหยุด รวมถึงค่าสาธารณูปโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนกันยายน เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังจากขยับขึ้น 0.1% ในเดือนสิงหาคม โดยการปรับตัวขึ้นของดัชนี PPI ได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนเข้าสู่เทศกาลชูซ็อก (Chuseok) ซึ่งเป็นวันหยุดตามประเพณีในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ประกอบกับค่าไฟฟ้าในภาคครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนอัตราค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้าในช่วงฤดูร้อน ทั้งนี้ ราคาสินค้าเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนกันยายน เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ราคาไฟฟ้า ก๊าซ น้ำประปา และการจัดการของเสีย ปรับเพิ่มขึ้น 1.3% โดยได้รับแรงผลักดันจากค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนที่พุ่งขึ้นถึง 13.4%

อย่างไรก็ตาม ใสส่วนของราคาสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ทรงตัวในเดือนกันยายน 2569 เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์เคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นช่วยชดเชยราคาคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ออปติคัลที่ปรับตัวลดลง ซึ่งในด้านราคาในภาคบริการปรับตัวลดลง 0.1% โดยได้รับผลกระทบจากค่าห้องพักโรงแรมและสถานที่พักแรมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลง           

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)