ข่าวประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

 

1. 'วราวุธ' เร่งพ.ร.บ.กำจัดกากฯ เพิ่มโทษปรับ-ทำผิดซ้ำถึงขั้นยึดทรัพย์ (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2569)  

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอยู่ระหว่างเร่งผลักดันการปรับปรุงกฎหมายจัดการกากอุตสาหกรรมและกฎหมายโรงงาน หลังพบข้อจำกัดด้านบทลงโทษที่ไม่สอดคล้องกับมูลค่าความเสียหายจากการกระทำผิด โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายและการหลีกเลี่ยงกระบวนการกำจัดกากอุตสาหกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งเพิ่มโทษปรับให้สูงขึ้นให้อยู่ในระดับหลักสิบล้านบาท จากเดิมโทษอยู่ที่เพียง 200,000 บาทเท่านั้น และยังต้องควบคู่ไปกับบทลงโทษการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน และเรียกค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูความเสียหาย เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ แนวทางแก้ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิผลของบทลงโทษผู้กระทำความผิดซ้ำและความผิดร้ายแรง รวมถึงการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ความผิด การริบทรัพย์สิน และการเรียก เก็บค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูความเสียหาย เนื่องจากปัญหาสำคัญของการจัดการกากอุตสาหกรรมในประเทศไทย คือการลักลอบนำของเสียออกไปกำจัดนอกระบบการทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และการหลีกเลี่ยงต้นทุนการบำบัดและกำจัดของเสีย ตามมาตรฐาน ซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมแต่ยังส่งผลกระทบ ต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงสำหรับมาตรการลงโทษที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องการผลักดัน ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิผลของบทลงโทษ สำหรับผู้กระทำความผิดซ้ำและความผิด ร้ายแรง การเพิ่มอัตราโทษปรับให้ เหมาะสมกับความเสียหาย และการนำมาตรการทางทรัพย์สินเข้ามาใช้ควบคู่กับการดำเนินคดี แนวทางเพิ่มค่าปรับเป็นระดับหลักสิบล้านบาท เพราะหากกำหนดอัตราโทษได้เหมาะสมจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเลือกปฏิบัติตามกฎหมาย แทนการเสี่ยงลักลอบกำจัดของเสียเพื่อประหยัดต้นทุน อย่างไรก็ตาม อัตราค่าปรับที่แน่นอน เงื่อนไขการบังคับใช้ และระดับความผิดที่จะต้องรับโทษดังกล่าว ยังต้องรอรายละเอียดจากร่างกฎหมายที่ผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างเป็นทางการก่อน ส่วนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมถึงการริบทรัพย์สินตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มเครื่องมือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกับ ผู้กระทำผิดได้มากกว่าการเรียกค่าปรับ โดยต้องมีหลักเกณฑ์และกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีแนวทางให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูความเสียหาย ที่เกิดขึ้น เช่น การจัดการกากอุตสาหกรรมที่ถูกลักลอบทิ้ง การฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน และการดำเนินการอื่นที่จำเป็นต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และอำนาจที่กฎหมายกำหนดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำจะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเข้มข้นขึ้น แต่การแก้ไขกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบตรวจสอบและติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ กระทรวงจึงจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่กับการตรวจสอบโรงงาน ผู้รับขนส่ง และผู้รับกำจัดของเสีย เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทาง                ของกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางได้อย่างครบวงจร

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

2. ส.อ.ท.-ทีเส็บต่อยอดตลาดไมซ์ 1.5 แสนล. (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมไทยว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ส.อ.ท.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง "การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย ผ่านกลไกอุตสาหกรรมไมซ์" กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ เพื่อวางกรอบความร่วมมือในการนำไมซ์มาเป็นกลไกสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับศักยภาพของอุตสาหกรรมและความต้องการของผู้ประกอบการ เนื่องจากอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงธุรกิจไทย สู่ตลาดโลก โดยในปีงบประมาณ 2569 มีนักเดินทางกลุ่มไมซ์ 27.18 ล้านคน สร้างรายได้ 150,901 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดย ส.อ.ท.มีเครือข่ายผู้ประกอบการกว่า 16,000 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ขณะที่ทีเส็บมีความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งจะช่วยเปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาด ผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับเป็นหนึ่งในตัวอย่างอุตสาหกรรมไทยที่มีศักยภาพในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยมีมูลค่า การส่งออกในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 21,277 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการใช้กลไกไมซ์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งในปี 2570 ครบรอบ 60 ปีของ ส.อ.ท. ทั้งสององค์กรมีแผนต่อยอดความร่วมมือผ่านการจัดกิจกรรมและงานแสดงสินค้าในระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายณรงค์ฤทธิ์ พานิชชีวะ รองประธาน ส.อ.ท.และประธานสายงานสมาชิกสัมพันธ์ กล่าวว่า สำหรับกรอบความร่วมมือภายใต้ MOU ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การกำหนดทิศทางและกรอบความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศผ่านกลไกไมซ์ 2. การพัฒนาโครงการและกิจกรรมทางธุรกิจ อาทิ การประชุม นิทรรศการ งานแสดงสินค้า การจับคู่ธุรกิจ และกิจกรรมรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ 3. การส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าถึงตลาด แหล่งทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และพันธมิตรทางธุรกิจ และ 4. การบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูล ทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย สถิติ และแนวโน้มตลาด เพื่อประกอบการวางแผนและพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

 

3. สนค.เสนอ 3 แนวทาง รับมือ Climate Change (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังเพิ่มความไม่แน่นอนของปริมาณ และช่วงเวลาที่ผลผลิตสินค้าเกษตรออก   สู่ตลาด เสี่ยงกระทบการกระจายสินค้าและเสถียรภาพราคาในระยะยาว ดังนั้น สนค.จึงเสนอ 3 แนวทางเชิงนโยบายด้านข้อมูลและการบริหารตลาด ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเชิงรุก ดูแลเสถียรภาพราคา และสร้างสมดุลระหว่างรายได้เกษตรกรกับค่าครองชีพประชาชน ดั้งนี้ 1. ยกระดับการคาดการณ์อุปทานสินค้าเกษตร โดยเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ พื้นที่เพาะปลูก ปริมาณผลผลิตและช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เพื่อประเมินความเสี่ยงและสนับสนุนการเตรียมมาตรการรองรับก่อนเกิดปัญหา รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลที่เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง 2. สนับสนุนการวางแผนบริหารความเสี่ยง ในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์ระบุพื้นที่และช่วงเวลาที่ผลผลิตอาจได้รับผลกระทบ เพื่อประกอบการวางแผนจัดหาวัตถุดิบ การเตรียมเส้นทางขนส่งและช่องทางกระจายสินค้าทางเลือก ตลอดจนสนับสนุนการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพื้นที่ผลิตหรือเส้นทางขนส่งเพียงแห่งเดียว และ 3. เชื่อมโยงข้อมูลคาดการณ์เพื่อสนับสนุนการบริหารตลาดเชิงรุก โดยนำข้อมูลผลผลิตและความเสี่ยงรายพื้นที่มาสนับสนุน การวางแผนรับซื้อ การกระจายสินค้า และการติดตามราคา เพื่อให้หน่วยงานด้านการค้าสามารถเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า ทั้งกรณีผลผลิตล้นตลาดและเสี่ยงขาดแคลน ช่วยรักษาสมดุลระหว่างรายได้เกษตรกรกับค่าครองชีพ ผู้บริโภค สำหรับประเด็นที่ต้องจับตาในระยะยาวไม่ใช่เพียงความถี่หรือความรุนแรงของภัยธรรมชาติ แต่คือความไม่แน่นอนของอุปทานสินค้าเกษตร เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจกระทบ ทั้งปริมาณผลผลิต คุณภาพ และช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตบางช่วงออกสู่ตลาดน้อยกว่าคาด ขณะที่บางช่วงอาจกระจุกตัวมากกว่าปกติ ส่งผลให้ผู้ประกอบการวางแผนจัดซื้อและบริหารสินค้าคงคลังได้ยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยง ต่อความผันผวนของราคา โดยเฉพาะสินค้าที่ เน่าเสียง่ายหรือมีข้อจำกัดด้านการเก็บรักษา

อย่างไรก็ตาม สนค. เห็นว่าความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนจากการบริหารสินค้าเกษตรที่อาศัยข้อมูลผลผลิตที่เกิดขึ้นแล้ว ไปสู่การใช้ข้อมูลคาดการณ์ เพื่อมองเห็นความเสี่ยงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพราะการรอให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือราคาผันผวนแล้วจึงดำเนินมาตรการ อาจไม่ทันต่อสถานการณ์ ภาครัฐจึงควรเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ พื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต และราคา เพื่อประเมินล่วงหน้าว่าสินค้าชนิดใดมีความเสี่ยง พื้นที่ใดอาจได้รับผลกระทบ และช่วงเวลาใดควรเตรียมมาตรการรองรับ ซึ่งในส่วนนี้ สนค.ได้ขับเคลื่อนระบบ "ใกล้เก็บเกี่ยว" ซึ่งนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ ติดตามและคาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตร รายพื้นที่ โดยเริ่มนำร่องกับสินค้าข้าว เพื่อสนับสนุนการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการวางแผนรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด

 

ข่าวต่างประเทศ 

 

4. แบงก์ชาติอินโดนีเซียคงดอกเบี้ยนโยบาย 5.75% แม้หุ้นร่วงหนัก-รูเปียห์อ่อนค่า (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2569)

ธนาคารกลางอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.75% เป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันในการประชุมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 แม้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเผชิญแรงเทขายอย่างหนักติดต่อกัน 2 วันจนร่วงลงรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เงินรูเปียห์เคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยธนาคารกลางเลือกปรับขึ้นเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืน โดยธนาคารกลางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืน 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 5.00% ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากธนาคารกลางไว้ที่ 6.50% ซึ่งผลสำรวจของรอยเตอร์ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ 15 คนจากทั้งหมด 29 คนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 7 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.75% ตามผลการประชุมที่ออกมา ส่วนนักเศรษฐศาสตร์อีก 14 คนคาดว่า ธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์                   

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ผ่านการปรับขึ้น 3 ครั้ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ แต่ค่าเงินกลับมาเผชิญแรงกดดันอีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลัง MSCI เตือนเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า อาจปรับสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียเป็นตลาดเดี่ยว (standalone) ซึ่งหมายถึงการแยกตลาดหุ้นอินโดนีเซียออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้วในการจัดประเภทตลาดหุ้นของ MSCI โดยคำเตือนดังกล่าวกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายหุ้นอินโดนีเซียออกมาอย่างหนัก

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)