ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. ศุภจีเร่งช่วย SME ดัน Credit Term 'เพิ่มสภาพคล่อง' (ที่มา: ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ผลักดันหลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดระยะเวลาชำระเงิน หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และมีกำหนดบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างความเป็นธรรมในการค้าระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่กับ SMEs โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ใหม่ของ กขค. กำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่กับ SMEs ที่อยู่ภายใต้ขอบเขตประกาศ ไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับธุรกรรมการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งให้คู่ค้าทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนมีกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานที่อยู่ในความรู้เห็นของตนมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของผู้ประกอบการ SMEs ทั้งนี้ หากสามารถลดระยะเวลาชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องชได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การลดระยะเวลาชำระเงินดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าว มีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์
2. การค้าผิดกฎหมายปัญหาระดับโลก ไทยชู 3 เสาหลักยกระดับป้องกัน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2569)
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าผิดกฎหมายเป็นสิ่งบ่อนทำลายการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันการค้าผิดกฎหมายมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน และเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานโลก โดยไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากแนวทางการแก้ไขปัญหาภายหลังเกิดเหตุ ไปสู่กรอบนโยบายเชิงรุกที่บูรณาการ การทำงานและมุ่งเน้นการป้องกัน ซึ่ง ขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. การบูรณาการความร่วมมือทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ โดยมีคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) เป็นกลไกระดับชาติที่เชื่อมโยงหน่วยงานกำกับดูแลทางการค้าเข้ากับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานด้านการเงิน 2. การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ยกระดับความพยายามในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) การยกระดับความโปร่งใสของข้อมูลองค์กรและการตรวจสอบธุรกิจทางออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการป้องกันและการรายงานการค้าที่ผิดกฎหมาย รวมถึงมีกลไกกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศ และ 3. ความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการปฏิรูปกฎหมายและยกระดับการบังคับใช้ตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการค้าผิดกฎหมายมากขึ้น ผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) สมัยใหม่ที่ครอบคลุมแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่รับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน
อย่างไรก็ตาม การค้าผิดกฎหมายเป็นปัญหาระดับโลกที่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการนโยบาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันและปราบปรามการค้าผิดกฎหมายอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับการแข่งขันที่เป็นธรรมในการค้าโลก
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี
เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.)
3. สอน.ขับเคลื่อน "น้ำตาลสีเขียว" (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2569)
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยความคืบหน้าเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดฤดูการผลิตปี 68/69 ว่า สอน.เตรียมเสนอของบกลางของรัฐบาล วงเงิน 7,081 ล้านบาท คาดว่าจะจ่ายได้ 69 บาทต่อตันอ้อย ส่วนเงินสนับสนุนเพิ่มเติม จะนำเข้าสู่การหารือของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณาแหล่งเงินและแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ สอน.แนะนำให้ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลเตรียมพร้อมสำหรับการส่งออกน้ำตาลภายใต้กติกาสีเขียวของสหภาพยุโรป (อียู) และมาตรฐานฮาลาล โดยเฉพาะ 3 มาตรการ ได้แก่ CBAM (มาตรฐานการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน), EUDR (กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า) และ CSDDD (ข้อกำหนดด้านความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในวงจรการผลิต) "แม้อ้อยและน้ำตาลทรายยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ต้องปฏิบัติตาม CBAM และ EUDR แต่ต้องเตรียมพร้อมรับผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะต้นทุนผลิตพลังงาน ตรวจสอบย้อนกลับที่มาของวัตถุดิบ ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานแรงงานของประเทศคู่ค้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางปรับตัวควรยึดหลัก "3 ส." ได้แก่ สถิติ สะอาด และสร้างความร่วมมือ โดยเริ่มจากการจัดเก็บข้อมูลการใช้ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอย่างเป็นระบบ ลดการเผาอ้อยและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเข้าถึงองค์ความรู้เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสเข้าสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ยั่งยืน
ข่าวต่างประเทศ
4. จีนค้านคลังสหรัฐฯ ชงขยายมาตรการจำกัดการลงทุนในจีน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2569)
โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีน เปิดเผยว่า จีนได้แสดงความกังวลและคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อข้อเสนอด้านระเบียบข้อบังคับล่าสุดของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งขยายขอบเขตและเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการจำกัดการลงทุนขาออกในจีน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติ และเห็นได้ชัดว่าเป็นการนำแนวคิดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติมาใช้เกินขอบเขต โดยโฆษกกระทรวงฯ ระบุว่าร่างระเบียบข้อบังคับดังกล่าว “ขัดต่อฉันทามติสำคัญที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน อีกทั้งยังขัดขวางความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าตามปกติระหว่างภาคธุรกิจของจีนและสหรัฐฯ ตลอดจนบ่อนทำลายระเบียบทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ” พร้อมย้ำว่าจีนจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินมาตรการที่ตอบโต้ที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้ การที่สหรัฐฯ จำกัดการลงทุนในจีนไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังบั่นทอนผลประโยชน์ของบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ เองด้วย พร้อมเสริมว่าการลงทุนในจีนเปรียบเสมือนการลงทุนในอนาคต เนื่องจากจีนมีศักยภาพด้านการบริโภคและการลงทุนมหาศาลด้วยขนาดตลาดขนาดมหึมา
อย่างไรก็ตาม จีนขอเรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ เคารพหลักการของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ยุติการนำแนวคิดความมั่นคงแห่งชาติมาใช้เกินขอบเขต เลิกนำประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้ามาโยงเป็นเรื่องการเมืองหรือนำมาใช้เป็นเครื่องมือ และหันมาร่วมสร้างบรรยากาศที่ดีต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)