ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. "พาณิชย์" ผนึก ส.อ.ท. ร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรม สร้างโอกาส SME ไทย (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือร่วมกับนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหาร ส.อ.ท. เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การรับมือความท้าทายทางการค้า การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งสถานการณ์เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เศรษฐกิจที่เติบโตไม่ทั่วถึง และความท้าทายด้านดุลการค้า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งสร้าง “สมดุลทางการค้า” ทั้งด้านตลาด สินค้า และรายได้ ไม่ใช่เพียงเพิ่มมูลค่าการส่งออก แต่ต้องเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ควบคู่กับการขยายตลาดและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจะใช้กุญแจสำคัญ 4 ดอก ได้แก่ “Rethink Partnerships” การคิดใหม่เรื่องพันธมิตรเพื่อเปิดตลาดใหม่และกระจายความเสี่ยง “Redefine Value” การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และการต่อยอดศักยภาพของสินค้าไทย “Rewire Trade” การเชื่อมโยงการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน และ “Rebuild Trust & Resilience” การสร้างความเชื่อมั่นและเสริมความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ส่วนความร่วมมือกับ ส.อ.ท. กระทรวงพาณิชย์พร้อมผลักดันการส่งเสริมสินค้าไทยผ่านการรับรอง Made in Thailand (MiT) และโครงการ Buy Thai เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาด กระตุ้นการใช้สินค้าไทย และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ควบคู่กับการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดใหม่ ลดอุปสรรคทางการค้า และกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก (Jewelry Hub) การยกระดับสินค้าเกษตรจากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added Products) ผ่านโครงการ Thailand Food Valley ตลอดจนการส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการไทย ด้านการส่งเสริม SME ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับความพร้อมของธุรกิจ การเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับแหล่งเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้า โดยมุ่งให้ SME สามารถเติบโตและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายศุภกิจ บุญศิริ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
2. สศอ.-สถาบันอาหารโชว์สำเร็จโครงการดันฮาลาลไทย (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2569)
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยผลสำเร็จการดำเนินงาน "โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทย ใส่ใจผู้บริโภคทั่วโลก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569" ร่วมกับ น.ส.ไปยดา หาญชัย สุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ในฐานะหน่วยงานผู้รับดำเนินการ โดยโครงการดังกล่าวได้ดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา มุ่งเน้นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาตลาดฮาลาลเชิงลึกในต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงสู่ตลาด ผ่านงานแสดงสินค้าชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับคู่ค้าที่มีศักยภาพ ซึ่งโครงการนี้มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมรวม 120 ราย การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การสำรวจและประเมินศักยภาพตลาดอาหารฮาลาลในต่างประเทศเพื่อการส่งออก ได้แก่ ประเทศตุรกี และอินเดีย พบว่าในตลาดตุรกี สินค้าฮาลาลของไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาดผ่านรูปแบบ OEM การส่งออกวัตถุดิบเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน HORECA และการใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบปลอดการดัดแปลงพันธุกรรม หรือ Non-GMO ขณะที่ตลาดอินเดียมีโอกาสจากการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคมุสลิมและผู้บริโภคมังสวิรัติ รวมถึงการวางกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดหลากหลายช่องทาง ได้แก่ ช่องทาง Quick Commerce ร้านค้าเฉพาะทาง กลุ่มโรงแรม ภัตตาคาร หรือ HORECA ไปจนถึงห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านมาตรฐานฮาลาล แก่สถานประกอบการจำนวน 42 กิจการ เพื่อยกระดับความพร้อมด้านมาตรฐานฮาลาลในทุกมิติ รวมถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลแปรรูป สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลแปรรูปต้นแบบด้วยนวัตกรรม รวม 20 ผลิตภัณฑ์ ในกลุ่ม Functional Food และโปรตีนทางเลือก ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมนำทัพผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลไทย 58 ราย ร่วมงานจัดแสดงสินค้าในเวทีนานาชาติ ภายใต้กิจกรรมการเชื่อมโยงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมเมื่อประเมินจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการฯ ในครั้งนี้ พบว่า มีมูลค่าราว 1,438 ล้านบาท เป็นผลลัพธ์และความสำเร็จที่เกิดจากการยกระดับมาตรฐานการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า อาหารฮาลาลไทยมีทั้งคุณภาพ มาตรฐาน นวัตกรรม และศักยภาพที่พร้อมจะเติบโตแบบก้าวกระโดดสู่เวทีสากล เชื่อมั่นว่าโครงการฯ นี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น "ศูนย์กลางฮาลาลแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Halal Hub)" ได้ตามเป้าหมายอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร
กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
3. บสย. ผนึก สภาอุตสาหกรรมฯ ขับเคลื่อนโครงการ "FTI SME Funding Connect" เชื่อมโยง SMEs ไทย เข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมที่ปรึกษาทางธุรกิจ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2569)
ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสถาบันการเงินและหน่วยงานพันธมิตรอีก 7 แห่ง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ "FTI SME Funding Connect" เชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs และสมาชิก ส.อ.ท. กับแหล่งเงินทุนและหน่วยงานสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ผ่านแพลตฟอร์มกลาง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ การค้ำประกันสินเชื่อ และบริการให้คำปรึกษาทางการเงิน มุ่งเสริมสภาพคล่อง สนับสนุนการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ซึ่ง บสย. ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ให้ความสำคัญกับการลดข้อจำกัดด้านหลักประกันผ่านการค้ำประกันสินเชื่อ ควบคู่กับการให้คำปรึกษาทางการเงินผ่าน "ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs" (บสย. F.A. Center) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับคำแนะนำในการวางแผน และเตรียมความพร้อมด้านการเงิน รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการประเมิน "การตรวจสุขภาพทางการเงินของกิจการ" (Health Check) ทั้งนี้ เพื่อสามารถประเมินสถานะความพร้อมของธุรกิจ สำหรับเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม "บสย. คาดหวังว่าความร่วมมือภายใต้โครงการ FTI SME Funding Connect จะเชื่อมโยงผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการเงินและหน่วยงานพันธมิตร เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเครื่องมือสนับสนุนที่เหมาะสม ช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของ SMEs ไทย สู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน โดยโครงการ FTI SME Funding Connect เป็นความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงิน หน่วยงานพันธมิตร รวม 8 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank, ธนาคาร เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank), ธนาคารกสิกรไทย, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.), ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด ผ่านแพลตฟอร์มกลาง ซึ่ง ส.อ.ท. พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้ SMEs สมาชิก ส.อ.ท. สามารถเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินและมาตรการสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตร
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมกับภาคการเงิน เพื่อให้ SMEs มีทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือสนับสนุนที่หลากหลายมากขึ้น ลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสในการลงทุนและพัฒนาศักยภาพ ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าวต่างประเทศ
4. ธนาคารกลางฮ่องกงคงดอกเบี้ย 4.25% ตามเฟด จับตาแบงก์พาณิชย์ประกาศดอกเบี้ย (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2569)
ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) เปิดเผยว่า จะคงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานไว้ที่ 4.25% หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของฮ่องกงที่มักดำเนินนโยบายดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับเฟด เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกไว้กับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเมื่อเดือนกันยายน 2569 ฮ่องกงได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานตามเฟด 0.25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 โดยก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ซึ่งมีเควิน วอร์ช เป็นประธาน มีมติเมื่อวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ ให้คงกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75-4.00% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ HKMA เมื่อเดือนกันยายน 2569 ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม โดยเอชเอสบีซี (HSBC) ธนาคารฮั่งเส็ง (Hang Seng Bank) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ และธนาคารแห่งประเทศจีน (ฮ่องกง) (Bank of China (Hong Kong)) คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ชั้นดีไว้ที่ 5% ขณะที่สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered) และธนาคารรายใหญ่ส่วนใหญ่คงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ที่ 5.25%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)