ข่าวประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

 

1. วราวุธสั่งกระทรวงอุตฯ ผนึก ปปง. ลุยกากพิษ ดันกฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์นอมินี (ที่มา: โพสต์ทูเดย์, ประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2569)  

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งเร่งปราบปรามการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและจัดการของเสียผิดกฎหมาย เดินหน้าประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผลักดันความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด รวมถึงผู้บงการและนอมินี พร้อมระดมทีมตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยงไม่น้อยกว่า 50 ชุด ตั้งเป้าครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ ทางด้านนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าหารือกับพลตำรวจโทเทพสุบวร โชติดารา เลขาธิการ ปปง. เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดแนวทางบูรณาการข้อมูลทางการเงินและการดำเนินคดีตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเป้าหมายสำคัญ คือ ตัดวงจรผู้กระทำผิดที่ใช้บริษัทหรือนอมินีถือครองทรัพย์สินแทนเจ้าของตัวจริง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการติดตามผู้รับผิดชอบและเรียกคืนค่าใช้จ่าย    ในการบำบัดฟื้นฟูพื้นที่เสียหาย ขณะที่ภาครัฐต้องใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่ง ปปง. เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยเสนอเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน ครอบคลุมกฎหมายโรงงาน วัตถุอันตราย และการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดกลางปี 2570

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและ ปปง. เตรียมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน บูรณาการการสืบสวนคดีอาญาควบคู่กับการยึดและอายัดทรัพย์ พร้อมวางระบบส่งต่อข้อมูล สำนวนคดี และพยานหลักฐาน รวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้มุ่งยกระดับการแก้ปัญหากากอุตสาหกรรมผิดกฎหมายจากการตรวจโรงงานและดำเนินคดี ไปสู่การติดตามผลประโยชน์และทรัพย์สินของผู้กระทำผิด เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบต่อความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและลดภาระงบประมาณภาครัฐ

 

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์

 

 

2. รัฐบาลตั้งเป้าปี 69 ปิดดีล FTA ไทย-EU หนุนส่งออกสิ่งทอขยายตัว 57% ใน 5 ปี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือกับคณะกรรมการบริหารสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) โดยรัฐบาลไทยตั้งเป้าให้การเจรจาบรรลุข้อสรุปภายใน ปี 2569 คาดว่าจะเป็นสปริงบอร์ดสำคัญในการยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทย ที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องมากกว่า 800,000 คน ให้ขยายสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาด EU ได้อย่างก้าวกระโดด รวมทั้งช่วยกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานในประเทศ ทั้งนี้ กรมฯ ได้ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน และสร้างหลักประกันให้สินค้าไทยใช้สิทธิประโยชน์ FTA ไทย-EU ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับสมาคมฯ พบว่าภาพรวมส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ปี 2569 มีแนวโน้ม ทรงตัวในเกณฑ์ดี เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมาที่เติบโต 5% แม้เผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก โดย 8 เดือนแรกปีนี้ การนำเข้าเครื่องนุ่งห่มของตลาดหลักมีการหดตัว ตลาดสหรัฐ ลดลง 7.1% ตลาด EU ลดลง 3.8% สมาคมฯประเมินว่า FTA ไทย-EU จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดันมูลค่าส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้นสูงถึง 20-57% ภายใน 5 ปี นับจากความตกลงมีผลใช้บังคับ

 

นายวิทัย รัตนากร

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

 

3. ปักธงเร่งแก้หนี้-เข้าถึงสินเชื่อ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2569)

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) เปิดเผยในโอกาสทำงานครบ 1 ปี ว่า ในปี 2570 ธปท.จะให้ความสำคัญกับการแก้หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อเอสเอ็มอี ทั้งกลไกการค้ำประกัน สินเชื่อใหม่ การเพิ่มการแข่งขัน  รวมถึงการกำกับดูแลนอนแบงก์ ทุกประเภท ทั้งกลุ่มที่ปล่อยสินเชื่อ กลุ่มบริการชำระเงิน และกลุ่มที่ดำเนินการเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน รวมไปถึงกลุ่มอื่นๆ เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินให้ได้รับความเป็นธรรมเนื่องจากนอนแบงก์มีขนาดใหญ่ขึ้นรูปแบบการประกอบธุรกิจมีความซับซ้อนขึ้นและมูลค่าสินเชื่อเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา ธปท.ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การดำเนินงานหลังบริบทและความเสี่ยงเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไป ได้เพิ่มความสำคัญกับการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคคงเป็นพันธกิจหลักผ่านการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและการออกมาตรการการเงินเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้านนโยบายการเงินในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาได้ลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งจาก 1.50% เหลือ 1.00% รวมถึงเข้าไปบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดความผันผวน

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ได้เข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการกำกับสถาบันการเงินใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือน, การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน รวมถึงการป้องกันเงินเทาและการทุจริตผ่านการออก 18 มาตรการ เช่น โครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ร่วมกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิทจำกัด เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็นเอ็นพีแอล ไปแล้วกว่า 182,000 บัญชีจากเป้าหมาย 200,000 บัญชีในปีนี้ และการคงอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตที่ 8% ซึ่งช่วยคงสภาพคล่องให้ลูกหนี้ประมาณ 2 ล้านบัญชี หรือโครงการ "SMEsCredit Boost" ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. อัตราว่างงานญี่ปุ่นลดลงแตะ 2.4% ในเดือนก.ย. หลังคนสมัครใจลาออกลดลง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2569)

กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า อัตราว่างงานของญี่ปุ่นลดลงสู่ระดับ 2.4% ในเดือนกันยายน 2569 จากระดับ 2.5% ในเดือนก่อนหน้า โดยรายงานระบุว่า จำนวนผู้มีงานทำในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 340,000 คนจากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 68.68 ล้านคน หลังปรับผลกระทบตามฤดูกาลแล้ว โดยในบรรดาผู้ว่างงานทั้งหมด มีผู้ที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 410,000 คน เพิ่มขึ้น 2.5% จากเดือนสิงหาคม ขณะที่มีผู้ลาออกจากงานโดยสมัครใจจำนวน 680,000 คน ลดลง 16.0% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่าเป็นการลาออกเพื่อแสวงหาเงื่อนไขการทำงานที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ระบุว่า จำนวนผู้ที่เริ่มหางานใหม่เพิ่มขึ้น 2.2% แตะที่ 470,000 คน ทั้งนี้ ด้านข้อมูลแยกต่างหากจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า อัตราส่วนตำแหน่งงานว่างต่อผู้สมัครงาน ขยับขึ้น 0.01 จุดจากเดือนส.ค. สู่ระดับ 1.19 ซึ่งหมายความว่า มีตำแหน่งงานรองรับ 119 ตำแหน่งต่อผู้สมัครงานทุก 100 คน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานระบุว่า จากทั้งหมด 11 ภาคธุรกิจ มี 6 ภาคส่วนที่จำนวนตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่ปรับตัวลดลง นำโดยภาคบริการด้านไลฟ์สไตล์และความบันเทิง ลดลง 6.7% ส่วนภาคการค้าส่งและค้าปลีก รวมถึงภาคบริการที่พัก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ต่างปรับตัวลดลงภาคส่วนละ 6.3% ส่วนอีก 5 ภาคส่วนมีตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่เพิ่มขึ้น นำโดยภาคการผลิตปรับตัวขึ้น 8.2% ตามมาด้วยภาคสารสนเทศและการสื่อสาร เพิ่มขึ้น 5.9%  

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)