ข่าวในประเทศ
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม)
1. ขับเคลื่อน 'BCG' 4 ปี สร้างมูลค่าศก. 2,516 ล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569)
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยว่า ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินธุรกิจจากการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้าสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพพร้อมบริหารต้นทุนและเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่เป็นความท้าทายสำคัญต่อการปรับตัว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดังนั้นการนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวมาประยุกต์ใช้ จึงเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากรและความสูญเสีย นำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสอดรับกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ไม่ได้เป็นเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและบริหารต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกันการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรืออัปไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังช่วยเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรเดิมและต่อยอดสู่แหล่งรายได้ใหม่ ดีพร้อมจึงส่งเสริมให้ SMEs นำแนวทาง BCG ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนข้อจำกัดด้านต้นทุนและทรัพยากร ให้เป็นโอกาสในการเติบโตและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ดีพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจผ่านนโยบาย "ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว" ด้วยกลไกของ "DIPROM FLEXi " ซึ่งมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายมิติ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง ตั้งแต่การปรับปรุงกระบวนการผลิตเบื้องต้น ไปจนถึงการพัฒนาสินค้าและมาตรฐานเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า โดยในปี 2566-2569 มีผู้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมต่างๆ 4,590 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างรายได้กว่า 2,516 ล้านบาท และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO?eq)
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
ปลัดกระทรวงพาณิชย์
2. พาณิชย์ผนึก 10 สมาคมเหล็ก สกัดเหล็กนำเข้า หนุน TSTH-GJS-PERM คืนชีพ (ที่มา: มิติหุ้น, ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569)
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกับ 10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย นำโดยนายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ โดยเฉพาะการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และกำกับดูแลการนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป หลังช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 มีปริมาณนำเข้าสูงถึง 798,584 ตัน ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมเหล็กไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังอัตราการใช้กำลังการผลิตครึ่งแรกปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 34% จาก 31% ในช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมผลักดันแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพมาตรการทางการค้า ควบคู่การบริหารจัดการเศษเหล็กให้เป็นวัตถุดิบสำหรับผู้ผลิตในประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีสมาชิกกว่า 510 บริษัท และจ้างงานโดยตรงมากกว่า 51,000 ตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ด้านมุมมองเชิงวิเคราะห์ ประเมินว่า หากภาครัฐสามารถยกระดับการบังคับใช้มาตรการ AD และลดการนำเข้าเหล็กราคาต่ำที่ไม่เป็นธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาขายเหล็กในประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไทยเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต โดยหุ้นที่ควรติดตาม ได้แก่ TSTH ผู้ผลิตเหล็กเส้น, GJS ผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน และ PERM ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแปรรูป ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการแข่งขันด้านราคาที่ผ่อนคลายลง และโอกาสเพิ่มยอดขายในประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์
3. ใช้ FTA ส่งออก 8 เดือนพุ่ง 4.65% ตลาดอาเซียนนำโด่ง-ทุเรียนสูงสุด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 8 เดือนปี 2569 (มกราคม-สิงหาคม) มีมูลค่ารวม 63,044.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.12 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4.65% มีสัดส่วนการ ใช้สิทธิ์ 80.28% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA ทั้งหมด โดยการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 เป็นการส่งออกไปยังอาเซียน ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 20,985.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 66.41% อันดับ 2 ใช้สิทธิ์ภายใต้ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 18,917.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 94.24% อันดับ 3 ภายใต้ความตกลงอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 7,295.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 77.83% อันดับ 4 ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 5,132.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 84.63% และอันดับ 5 ภายใต้ความตกลง ไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 4,244.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 60.70% สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ทุเรียนสด 2. ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ 3. ยางสังเคราะห์ผสม ยางธรรมชาติ 4. เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ และ 5. เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง ซึ่งเมื่อพิจารณาการใช้สิทธิ์ FTA แยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ทุเรียนสด 2. ไก่ที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสียอื่นๆ 3. น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่นๆ 4. ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่ แช่เย็นจนแข็ง 5. ฝรั่ง มะม่วง และมังคุด มูลค่ารวม 17,405.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.61% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด ขณะที่ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิ์ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ยานยนต์ สำหรับขนส่งของอื่นๆ 2. ยางสังเคราะห์ผสม ยางธรรมชาติ 3. เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ 4. เศษและของที่ใช้ไม่ได้ ที่เป็นทองแดง 5. เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ มูลค่ารวม 45,639.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.39% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2569 กรมฯ ได้ผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ "FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย" โดยจัดกิจกรรม 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,400 ราย มุ่งเสริมความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ควบคู่กับการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อม ต่อยอดจากการสร้างความรู้สู่การเปิดตลาดจริงผ่านโครงการ "Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA" โดยนำผู้ประกอบการ SME ไทยไปสำรวจตลาด เจรจาธุรกิจ และสร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้าในสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย สำหรับในปีงบประมาณ 2570 กรมฯมีแผนจะเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้ครอบคลุม ทุกภูมิภาค โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนธันวาคม 2569 กรมฯมีกำหนดจัดกิจกรรมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เชียงใหม่ และหนองคาย เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ และคำปรึกษาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมนำ FTA มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างแต้มต่อและขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ
ข่าวต่างประเทศ
4. ภาคการผลิตสิงคโปร์มองบวกแนวโน้ม 6 เดือนข้างหน้า รับแรงหนุนดีมานด์ AI ทั่วโลก (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569)
คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (EDB) เปิดเผยว่า ภาคการผลิตของสิงคโปร์ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะมีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจก็ตาม ซึ่งผู้ผลิตมีมุมมองเชิงบวกสุทธิอยู่ที่ 24% สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงเดือนตุลาคม 2569 ถึง มีนาคม 2570 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปี 2569 โดยสัดส่วนนี้มาจากผู้ประกอบการ 29% ที่คาดว่าสภาวะธุรกิจจะดีขึ้น หักลบกับ 5% ที่คาดว่าสถานการณ์จะแย่ลง ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมวิศวกรรมความแม่นยำสูงเป็นกลุ่มที่มีมุมมองเชิงบวกมากที่สุด โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์การเติบโตอย่างต่อเนื่องของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากยอดสั่งซื้อเซมิคอนดักเตอร์สำหรับใช้งานด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน กลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์เป็นกลุ่มที่มีมุมมองวิตกกังวลมากที่สุด โดยบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียมมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของอุปทานน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ผู้ผลิตมีมุมมองเชิงบวกสุทธิ 34% ที่คาดว่ายอดการผลิตในไตรมาส 4 ของปี 2569 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ 72% คาดว่าระดับการจ้างงานจะยังคงทรงตัวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนอีก 23% ประเมินว่าจะเผชิญความยากลำบากในการหาคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออก โดยอ้างถึงการแข่งขันด้านราคาในต่างประเทศ ตลอดจนความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงมาตรการกำแพงภาษีและแรงกดดันจากเงินเฟ้อ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)