ข่าวประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

 

 

1. ดันอีสานตอนบนฐานผลิตอาหารโลก (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569)  

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดอุดรธานีว่า  การลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี บึงกาฬ เลย หนองคาย และหนองบัวลำภู เป็นโอกาสให้รัฐบาลได้เห็นศักยภาพและจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับ 4 มิติหลัก ได้แก่ การยกระดับการผลิตและสินค้าเกษตรการพัฒนาการค้าชายแดนและเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาค การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาพืชเศรษฐกิจสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว ยางพารา และพืชพลังงาน โดยข้าวจะเน้นเพิ่มคุณภาพและปริมาณการผลิต ยางพาราจะส่งเสริมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสมัยใหม่ เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมและรักษาระดับราคาในช่วงที่ราคายางปรับตัวสูงขึ้น ส่วนพืชพลังงาน ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง จะมุ่งพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกร พร้อมผลักดันภาคอีสานให้เป็นแหล่งผลิตอาหารคุณภาพที่สำคัญของโลก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สินค้าเกษตรหลายชนิดมีราคาเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 16,100 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 8,755 บาทต่อตัน ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 83 บาทต่อกิโลกรัม และผลปาล์มน้ำมันทะลาย 7.86 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งยกระดับและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้มากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลกที่ทำให้ความต้องการด้านอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประเทศไทยจึงมีโอกาสแสดงศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศต่างๆ พร้อมเร่งหาแนวทางเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

 

2. 'ข้าวประณีต' หนุนเพิ่ม 266 ชุมชน ปี 70 (ที่มา: มิติชน, ประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าว ตำบลดอนกลอย อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ข้าวและความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรปี 2569 หรือโครงการข้าวประณีต พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร โดยมีนางแสงจันทร์ พรหมแสงใส ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ และสมาชิกกลุ่มให้การต้อนรับ โดยหัวใจของโครงการข้าวประณีตคือการเพิ่มมูลค่าข้าวไทยด้วยการดูแลอย่างพิถีพิถันตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการตลาด เพื่อให้ข้าวไทยก้าวข้ามการแข่งขันด้านปริมาณและราคา ไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์ สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม โครงการข้าวประณีตเริ่มต้นจากการสนับสนุน 200 ชุมชน และเตรียมขยายผลเพิ่มอีก 266 ชุมชนในปี 2570 รวมเป็น 466 ชุมชนทั่วประเทศ โดยพัฒนาตามศักยภาพของแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่การให้ความรู้ สนับสนุนพันธุ์ข้าวและปรับปรุงกระบวนการผลิต จนถึงการจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นและเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงกับความต้องการของเกษตรกร โดย จ.อุดรธานี มีกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วมโครงการ 6 กลุ่ม โดยบ้านดอนกลอยเป็นชุมชนที่มีศักยภาพด้านการผลิตข้าวคุณภาพ โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์ กระทรวงพาณิชย์จึงสนับสนุนเครื่องสีข้าวให้แก่ชุมชน จากการรับฟังความต้องการของกลุ่มเกษตรกร พบว่าคุณภาพของผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและน้ำฝนที่ไม่สามารถควบคุมได้ หากมีอุปกรณ์ช่วยอบลดความชื้นในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีที่จะถึงนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงที่ความชื้นจะส่งผลต่อคุณภาพและราคาข้าวได้

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

3. สภาอุตฯ ชี้ ขึ้นภาษีรถอีวี หนุนนักลงทุนขยายฐานชิ้นส่วนในไทย (ที่มา: เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์, ประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปเป็น 35% มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพราะจะช่วยสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตจริงในประเทศไทยและส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยมุ่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง การจ้างงานคนไทย และ SMEs และการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คิดเป็น 10% ของ GDP ดูแลการจ้างงานกว่า 800,000 คน ครอบคลุมธุรกิจตลอด Supply Chain โดยเฉพาะ SMEs กว่า 3,000 ราย โดยคาดว่า หลังโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่จะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ปี 2570อุตสาหกรรมยานยนต์จะเติบโตไม่น้อยกว่า 7% หรือ ยอดการผลิตไม่ต่ำกว่า 1.55 ล้านคัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ Stock คงเหลือที่มีการนำเข้ามาก่อน 1 มกราคม 2570 ด้วย ซึ่งมาตรการทั้งด้านภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์นำเข้า สอดรับกับยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ที่ส.อ.ท. ขับเคลื่อนภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มุ่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์จากการเน้นปริมาณ ไปสู่ “การสร้างมูลค่าเพิ่มสูง (Value Creation)” ยกระดับเทคโนโลยี Multi-Powertrain (ทั้งรถกระบะและ 4 สหาย xEV: BEV, HEV, PHEV, REEV) รวมถึงการสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนแห่งอนาคต (E-Parts) และระบบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (CAV)

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. พร้อมต่อยอดจากนโยบายของรัฐบาลในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ยานยนต์ไทยให้มีความพร้อมและสมบูรณ์สูงสุด โดยจะเดินหน้าเชิงรุกในการ ประสานความร่วมมือและเชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งพันธมิตรสำคัญดั้งเดิมที่ร่วมสร้างรากฐานอุตสาหกรรมไทยมายาวนานอย่าง ประเทศญี่ปุ่น ยุโรป และ สหรัฐอเมริกา รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์และเทคโนโลยีชั้นนำจากต่างประเทศ ให้เข้ามาขยายการลงทุนในโรงงานผลิตชิ้นส่วนและศูนย์วิจัยพัฒนา (R&D) ในไทย ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือและจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อผลักดันให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยและ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ชั้นนำของโลกอย่างยั่งยืน

 

ข่าวต่างประเทศ

4. แบงก์ชาติจีนประกาศขึ้น RRR เป็น 6% หวังสกัดหยวนแข็งค่า (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569)

ธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยว่า ได้มีการประกาศปรับเพิ่มอัตราส่วนการกันสำรอง (RRR) เงินตราต่างประเทศของสถาบันการเงิน ขึ้นสู่ระดับ 6% จากเดิม 4% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ซึ่ง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่แรงที่สุดเพื่อชะลอการแข็งค่าของสกุลเงินหยวนที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลานาน โดยมีแนวโน้มว่าจะทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงในวันเดียวมากที่สุดในรอบ 6 เดือน และจะส่งผลให้มีการดึงสภาพคล่องสกุลเงินตราต่างประเทศออกจากระบบการเงินเพิ่มอีก 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยการประกาศเพิ่ม RRR ในวันนี้เป็นการปรับนโยบายจากเมื่อสามปีก่อนที่ PBOC ตัดสินใจลด RRR ในเดือนกันยายน 2566 ซึ่งการดำเนินการครั้งนั้นมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นการอ่อนค่าอย่างรวดเร็วของเงินหยวนและการไหลออกของเงินทุน โดยแถลงการณ์ของ PBOC ระบุว่า การตัดสินใจปรับขึ้น RRR ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการบริหารจัดการสภาพคล่องสกุลเงินตราต่างประเทศของสถาบันการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากการประกาศดังกล่าว สกุลเงินหยวนในตลาดภายในประเทศจีน (onshore) อ่อนค่าลงถึง 0.37% แตะระดับต่ำสุดที่ 6.6728 หยวนต่อดอลลาร์ โดยเป็นการอ่อนค่าลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2569 และมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ขณะที่สกุลเงินหยวนนอกจีนแผ่นดินใหญ่ (offshore) อ่อนค่าลงตามกัน ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีนี้ สกุลเงินหยวนแข็งค่าขึ้นกว่า 5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยแตะระดับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 และกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในเอเชีย ซึ่งความแข็งแกร่งนี้ได้แรงหนุนจากการส่งออกที่สดใส การเกินดุลการค้ามูลค่ามหาศาล และการที่ภาคเอกชนแปลงสกุลเงินตราต่างประเทศในปริมาณมาก                          

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)