ข่าวในประเทศ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
1. ไทยยกทัพใหญ่โรดโชว์ญี่ปุ่น สร้างความร่วมมือใน 3 อุตฯ สำคัญ (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2569 นี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะนำคณะบีโอไอ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมศุลกากร และผู้นำองค์กรเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย รวมถึงคณะผู้ประกอบการไทยกว่า 40 คน เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานของไทยตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลไทย พร้อมสนับสนุนและเติบโตไปพร้อมกับนักลงทุนญี่ปุ่น และเพื่อยกระดับฐานการลงทุนญี่ปุ่นในไทยไปสู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ คณะมีกำหนดพบหารือกับผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น 6 รายที่มีฐานการผลิตในไทย ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มิตซูบิชิ มาสด้า และนิสสัน เพื่อนำเสนอแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์เพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและส่งเสริมฐานการผลิตในประเทศ การยกระดับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ พร้อมรับฟังทิศทางธุรกิจ แผนการลงทุน และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตลอดจนแนวทางสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในไทยระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ บีโอไอจะจัดการประชุมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้ชื่อ Thailand-Japan Semiconductor Strategic Partnership เพื่อนำเสนอ "ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ" ที่ไทยเพิ่งประกาศ พร้อมหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเวทีนี้มุ่งเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการผลิตชิปของญี่ปุ่น กับโอกาสการลงทุนตามยุทธศาสตร์ของไทย พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย โดยบีโอไอและ Keidanren จะร่วมจัดงาน Thailand-Japan Investment and Business Dialogue 2026 เปิดเวทีให้ผู้นำองค์กรเอกชนและผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการค้าและการลงทุน พร้อมหารือโอกาสความร่วมมือ โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ (1) ยานยนต์ไฟฟ้า xEV และชิ้นส่วน (2) ห่วงโซ่อุปทานที่รองรับดาต้าเซ็นเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และ (3) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่และอุปกรณ์สำหรับระบบส่งและจ่ายไฟฟ้า (Grid Modernization & Power Equipment)
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM)
2. 'DIPROM' หนุน SME สิ่งทอ สร้างแต้มต่อสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569)
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เส้นใย เส้นด้าย ผ้าผืน ไปจนถึงเสื้อผ้าสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ โดยศูนย์สารสนเทศอัจฉริยะอุตสาหกรรมแฟชั่น สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระบุว่าในช่วง 9 เดือนของปี 2569 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มกว่า 154,591.58 ล้านบาท ในขณะเดียวกันทิศทางอุตสาหกรรมสิ่งทอโลก มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุหมุนเวียนและการนำเส้นใยกลับมาใช้ใหม่มากขึ้น โดย Grand View Research คาดตลาดรีไซเคิลสิ่งทอ (Textile-to-textile Recycling) ทั่วโลกจะเติบโตจาก 64,000 ล้านบาท ในปี 2568 เป็น 182,000 ล้านบาท ในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ย 14.4% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2576 และ Textile Exchange ระบุว่าสัดส่วนการผลิตเส้นใยจากการรีไซเคิลสิ่งทอเก่าให้กลับมาเป็นเส้นใยใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 0.61% ในปี 2564 เป็น 0.76% ในปี 2568 แม้ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่สะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาระบบรีไซเคิลและการใช้วัสดุหมุนเวียนในอุตสาหกรรม ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการ ไทยควรให้ความสำคัญ โดยเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม กรมฯ จึงมุ่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs พัฒนาผลิตภัณฑ์ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจ โดยนำแนวคิดเศรษฐกิจ BCG มาเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ผ่านกิจกรรม Thailand Recycled Textile Tag ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมุ่งพัฒนา SMEs ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและไลฟ์สไตล์ จำนวน 20 กิจการ ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำปรึกษาเชิงลึก เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ Thailand Textiles Tag ฉลากเขียว (Green Label) และมาตรฐานด้านก๊าซเรือนกระจก มุ่งช่วยให้ SMEs ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการขยายตลาดและการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์
ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
3. กกร.ห่วงศก.โตกระจุกชี้ AI-Data Center นำเข้าถึง 60% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569)
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า กกร.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยเป็นขยายตัว 2.4-2.6% จากเดิม 2.1-2.5% หลังจากที่ภาคการส่งออกปี 2569 เป็นขยายตัว 18.0-22.0% จากเดิม 12.0-16.0% และปรับประมาณการเงินเฟ้อปี 2569 เป็น 2.1-2.5% จากเดิม 2.5-3.0% โดยการประชุม IMF-World Bank Group ที่เพิ่งจบไป เป็นโอกาสสำหรับ Second Take-off ของไทย โดยประเทศไทยสามารถมีบทบาทสำคัญในการเป็น Trusted Connector เชื่อมต่อการลงทุนระลอกใหม่ที่หลั่งไหลเข้าประเทศ ทั้งคลื่นลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคตที่สอดรับกับเทรนด์โลก ตลอดจนการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อผลักดันไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามแนวทาง Reinvent Thailand ผ่าน กลไก กรอ. เพื่อยกระดับผลิตภาพและทุนมนุษย์ สนับสนุน การเติบโตที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และทั่วถึงต่อไป สำหรับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกปรับตัว สูงขึ้นและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากทั้ง ราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูงราว 105-110 USD/bbl ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนและมีแนวโน้มสูงต่อไปตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผ่านสู่ภาระค่าครองชีพและกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการทางการคลังมากขึ้น ก่อกระแสลุกลามเป็นการชุมนุมประท้วงใน หลายประเทศของยุโรป ด้านตลาดการเงิน อัตรา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความกังวลของตลาดต่อภาวะฟองสบู่ ในกลุ่ม AI ปัจจัยเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันต่อ แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า ส่วนการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ทำให้เห็นภาพภาคการผลิตที่เติบโต โดยดัชนี MPI ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เติบโต 2.6% ต่างจากดัชนีเดิมที่ชี้ว่าภาคการผลิตหดตัว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตถึง 18.9% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ FDI ที่เร่งตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้า และการส่งออกที่มีการเติบโตสูง ในปีนี้ โดยดัชนี MPI ใหม่ช่วยให้ข้อมูลภาค การผลิตสอดคล้องกับเทรนด์ดิจิทัลของโลกที่ขับเคลื่อน การส่งออกและเศรษฐกิจได้ดีขึ้น คาดว่าการปรับปรุง ดัชนี MPI ทำให้ประมาณการจีดีพีปี 2569 ปรับขึ้นเป็น 2.4%-2.6% จากเดิม 2.1%-2.5%
อย่างไรก็ตาม กกร. มีความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นไปในลักษณะ K-shape มากขึ้นสะท้อนจากดัชนี MPI ใหม่ที่กลุ่ม K ขาบนกระจุกตัวจากกระแส AI และ Data Center ของโลก แต่มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าสูงถึงราว 60% จึงส่งผ่านผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัด ขณะที่กลุ่ม K ขาล่าง ต้องเผชิญกับกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายผลจาก K ขาบน ให้เป็น "ตัวเร่ง" สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยและใช้ supply chain ไทย รวมถึงการยกระดับกลุ่ม K ขาล่าง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึงได้มากขึ้น
ข่าวต่างประเทศ
4. ยอดขายรถยนต์นำเข้าเกาหลีใต้ ต.ค. พุ่ง 29.3% อานิสงส์ดีมานด์ EV แข็งแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569)
สมาคมผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์เกาหลีใต้ (KAIDA) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์นำเข้าของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นในระดับตัวเลขสองหลักในเดือนตุลาคม 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์หรูหราจากเยอรมนีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งยอดการจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลนำเข้าใหม่ในเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 29.3% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 31,117 คัน ในเดือนตุลาคม 2569 โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2569 ยอดขายรถยนต์นำเข้าสะสมอยู่ที่ 310,846 คัน เพิ่มขึ้น 24.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้ เทสลา (Tesla) ผู้ผลิตรถยนต์จากสหรัฐฯ ครองอันดับ 1 ด้านยอดขายยานยนต์ในเกาหลีใต้ เมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติทั้งหมด ด้วยยอดขาย 9,165 คัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนี ตามมาเป็นอันดับสองด้วยยอดขาย 6,744 คัน รองลงมาคือ บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ค่ายรถยนต์จากเยอรมนีที่ 5,633 คัน วอลโว่ (Volvo) ที่ 1,682 คัน และบีวายดี (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ 1,594 คัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับจำนวนรถยนต์แบรนด์ยุโรปที่จำหน่ายในเกาหลีใต้เมื่อเดือนที่แล้วอยู่ที่ 17,573 คัน คิดเป็นสัดส่วน 56.5% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่แบรนด์จากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน มีสัดส่วนการครองตลาดอยู่ที่ 30.0%, 8.0% และ 5.5% ตามลำดับ โดยเมื่อพิจารณาตามประเภทเชื้อเพลิง รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) มีสัดส่วนสูงสุดที่ 46.4% ตามมาด้วยรถยนต์ไฮบริดที่ 45.9% รถยนต์เบนซินที่ 6.8% และรถยนต์ดีเซลที่ 0.9%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)