ข่าวประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569

ข่าวในประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

 

1. ไทยจับมือ JETRO-JCC ดัน Co-Creation ปั้นอุตฯ อนาคต (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569)  

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายอาเบะ อิจิโระ ประธานองค์การส่งเสริมการค้า ต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO Bangkok) และนายคอนโดะ ฮิโรยาชิ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC Bangkok) พร้อมด้วย คณะผู้บริหารจากบริษัทเอกชนญี่ปุ่นสมาชิก JCC เพื่อรับฟังรายงานผลการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรกปี 2569 และข้อเสนอแนะของภาคเอกชนญี่ปุ่นต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการค้าและการลงทุนของไทย โดยมุ่งยกระดับ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจจากฐานการผลิตเดิมสู่การเป็นหุ้นส่วนธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตร่วมกัน ทั้งนี้ ได้ขอบคุณนักลงทุนญี่ปุ่นที่ให้ความเชื่อมั่นและลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน และจะครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ซึ่งไทยมองญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระยะยาว และต้องการ ยกระดับความสัมพันธ์จากฐานการผลิตสู่หุ้นส่วน เศรษฐกิจ ผ่านการร่วมพัฒนาเทคโนโลยี ร่วมผลิต และร่วมขยายตลาด ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต (New S-Curve) โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ต่างเผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันทางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อทั้ง 2 ประเทศ จึงจำเป็นต้องปรับตัวและร่วมมือกัน รับมือความท้าทายดังกล่าว แต่เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโต ขณะเดียวกันไทยมีความคืบหน้าในการจัดทำและยกระดับความตกลงทางการค้ากับประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนญี่ปุ่น โดยได้เน้นย้ำแนวทางการยกระดับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นจาก "Investment Partnership" ไปสู่ "Strategic Business Partnership" โดยต่อยอดความสัมพันธ์ที่มีอยู่ เปลี่ยนผ่านรูปแบบการลงทุนเดิมไปสู่การร่วมกัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ (Co-Creation) ทั้งการลงทุนร่วมกันและการสร้างหุ้นส่วนธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยการนำจุดแข็งของภาค เอกชนไทยและญี่ปุ่นมาร่วมพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดัน SME ไทย เข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chain) รวมถึงร่วมมือกับบริษัทการค้าครบวงจรของญี่ปุ่น (Sogo Shosha) เพื่อขยายช่องทางกระจายสินค้าไทยสู่ตลาดโลก และเตรียมจัดกิจกรรม จับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพกับพันธมิตรญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไทยต้องการยกระดับความร่วมมือกับญี่ปุ่นจากการเป็นฐานการผลิตเดิมไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ทั้งยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ อาหารแห่งอนาคต เศรษฐกิจสูงวัย ตลอดจนอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาบุคลากร และการเชื่อมโยง SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น เพื่อ ร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมร่วมมือกับ JETRO และ JCC ในการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ พร้อมพิจารณากลไกการทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้เกิดโครงการที่เป็นรูปธรรมในอนาคต โดยมุ่งคัดเลือกอุตสาหกรรม ที่มีศักยภาพมาดำเนินการ Co-Creation ร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับไทยและญี่ปุ่นสู่การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน

 

นายลวรณ แสงสนิท

ปลัดกระทรวงการคลัง

 

 

2. คลังลุยปรับโครงสร้างภาษีรถอีวี (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569)

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าอีวี (EV) และอาร์อีอีวี (REEV) ที่นำเข้าต่างประเทศจาก 10% เป็น 35% เพื่อสร้างความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศนั้น ขณะนี้มีต่างชาติ 2 ราย สนใจ โดยรายแรก คือ บริษัท เอเอเอสออโต้เซอร์วิส จำกัด ได้มาหารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือตั้งโรงงานในประเทศไทยแล้ว และในสัปดาห์หน้ารายที่ 2 ขอเข้าพบอธิบดีกรมสรรพสามิต จึงเชื่อว่าจะมีค่ายรถยนต์รายที่ 9 รายที่ 10 มาลงทุนในประเทศไทยอย่างแน่นอน ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งนี้เป็นไปตามแผนงานของกรมสรรพสามิตอยู่แล้ว ที่ทำตามขั้นตอน เริ่มจากมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ EV ในประเทศผ่านมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ถือว่าประสบความสำเร็จ ทำให้ยอดการใช้รถ EV ในไทยเพิ่มขึ้น และดึงต่างชาติมาลงทุนในไทยแล้ว 8 โรงงาน ดังนั้นการปรับภาษีดังกล่าวไม่ใช่การทำเพื่อเอาใจค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น หรือเกิดจากแรงกดดันภายนอก แต่เป็นเพราะการปรับโครงสร้างภาษีไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ภาษีนำเข้ารถยนต์ทั้งคันอยู่ที่ 10% ทำให้ราคาแตกต่างไม่มากกับรถผลิตในประเทศ แต่เมื่อจัดเก็บภาษี 35% เมื่อนำมารวมกับภาษีในประเทศไทยรวมแล้ว รถยนต์นำเข้าทั้งคันจะเสียภาษีราว 49% ดังนั้นราคารถยนต์นำเข้าจะสูงกว่าการผลิตรถยนต์ในประเทศ จึงเชื่อว่าค่ายรถยนต์อีวีจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากในอีก 3 ปีข้างหน้า ค่ายรถยนต์จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มมากขึ้น ตามนโยบายเมดอินไทยแลนด์ (MadeIn Thailand: MIT) สำหรับการกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศนั้น ต้องให้เวลาค่ายรถยนต์มีเวลาเตรียมความพร้อมราว 3 ปี แบบนับชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ได้เห็นชัดๆ จะต้องสามารถชี้ชัดระบุได้เป็นชิ้นส่วนจริง เช่น เบาะ ประตู กระจก ยาง ว่าผลิตในประเทศไทย ซึ่งอาจจะกำหนดอัตราไว้ที่ 15% หรือ 20% โดยขึ้นอยู่กับการศึกษาของกรมสรรพสามิต

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสูงสุดของการปรับโครงสร้างภาษีไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการเพิ่มรายได้การจัดเก็บภาษีของรัฐบาล หากแต่มุ่งหวังผลลัพธ์ในการสร้างให้อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศต้องเติบโตไปด้วยกัน

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

3. ส.อ.ท.ตั้งเป้าหมายการโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นต่อยอดการลงทุน 4 อุตสาหกรรมสำคัญ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงการร่วมเดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2569 ว่าเป้าหมายไม่ใช่เพียงดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาลงทุน แต่ต้องยกระดับผู้ผลิตเดิมและเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ทั้งนี้ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการใช้ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นขยายโอกาสในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงฐานการผลิตเดิมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมยานยนต์สู่อุตสาหกรรมอวกาศ นอกจากการยกระดับฐานผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนรองรับเทคโนโลยีใหม่แล้ว ส.อ.ท. ยังมุ่งสำรวจโอกาสเชื่อมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศ โดยอาศัยความสามารถด้านการผลิตชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยี และการรับรองที่จำเป็น 2. Smart Electronics ต่อยอดฐานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center, AI, Smart Grid และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยมุ่งเชื่อมผู้ผลิตไทยกับเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก พร้อมแสวงหาการลงทุนในชิ้นส่วน และเทคโนโลยีที่ยังขาด 3 .Food Valley และอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงขยายความร่วมมือ ด้านเทคโนโลยีอาหาร การแปรรูป นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อยกระดับฐานอุตสาหกรรมอาหารไทยและสร้างโอกาสเข้าสู่ตลาดใหม่ และ 4. Creative Economy ต่อยอดศักยภาพด้านคอนเทนต์ อัญมณี เครื่องประดับ และงานสร้างสรรค์ โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของญี่ปุ่นด้าน Character การออกแบบ และการสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและพัฒนาธุรกิจใหม่

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มองว่าความได้เปรียบของความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นอยู่ที่เครือข่ายการผลิตและผู้ประกอบการที่เชื่อมโยงกันมายาวนาน ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมสนับสนุน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีและตลาดใหม่ได้ แนวทางสำคัญคือการเชื่อมความต้องการของบริษัทญี่ปุ่นกับศักยภาพผู้ผลิตไทย เพื่อระบุโอกาสพัฒนาสินค้าและชิ้นส่วน ยกระดับมาตรฐาน จับคู่ธุรกิจ และแสวงหาการลงทุนหรือเทคโนโลยีในส่วนที่ยังขาด โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการ SMEs จากทุกภูมิภาคมีโอกาสเข้าถึงเครือข่ายอุตสาหกรรมและตลาดระดับโลกมากขึ้น และยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากร เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. GDP อินโดนีเซีย Q3 โต 5.47% สูงกว่าคาด อานิสงส์ภาคการผลิตขยายตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569)

รัฐบาลอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 3 ขยายตัว 5.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.2% และเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 5.29% ส่วน GDP เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขยายตัว 1.6% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.3% ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ซึ่งขยายตัว 3.7% ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซียระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน โดยภาคการผลิตมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการแปรรูปน้ำมันปาล์มเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งสอดคล้องกับการขยายโครงการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลภาคบังคับของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงเผชิญกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนแอลงในปีนี้ เนื่องจากนักลงทุนจับตาแผนการคลังและทิศทางนโยบายของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นอินโดนีเซียยังมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ สำหรับงบประมาณประจำปี 2569 ของอินโดนีเซีย รัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 5.4% ทั้งนี้ ทางด้านซูอาฮาซิล นาซารา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ระบุว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย โดยอาจเติบโตแตะระดับ 5.5% ในปีนี้

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)