ข่าวในประเทศ
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
1. กองทุนเอสเอ็มอีปล่อยกู้ 2 พันล. (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 19 มกราคม 2569)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ บริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กระทรวงมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการเสริมสภาพคล่อง โดยปี 2568 กองทุนได้ปล่อยสินเชื่อ "เสือติดปีก" กว่า 1,621 ล้านบาท และสินเชื่อ "คงกระพัน" กว่า 650 ล้านบาท เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อพยุงเอสเอ็มอีต่อเนื่อง ทั้งนี้ สำหรับปี 2569 กองทุนมีแผนในการจัดสรรสินเชื่อใหม่ เพื่อให้ได้รับโอกาสได้อย่างเท่าเทียมโดยรักษาธุรกิจของคนไทยไว้ ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอก สามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยมีแต้มต่อในการแข่งขันกับผู้ประกอบการและอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ทางด้านนางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เช่นเดียวกับบริษัท ช้างทอง อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ทางการเกษตรรายใหญ่ในจังหวัดขอนแก่น เป็นโมเดลของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาธุรกิจ ที่ใช้แหล่งเงินทุนภาครัฐ เพื่อขยายขีดความสามารถการแข่งขันสู่ตลาดต่างประเทศ นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายชัยศักดิ์ วรวิริยะประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช้างทอง อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตสินค้า อาทิ เครื่องหยอดข้าว เครื่องหยอดข้าวโพด และอุปกรณ์ต่อพ่วงรถไถ จำหน่ายให้กับเอกชน ร้านค้าเกษตร และออนไลน์ ปัจจุบันได้นำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้ในการผลิตสินค้าถึง 80% ทั้งยังมีแผนจะยื่นขอสินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีเพิ่มเติม เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงาน เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม
2. ดีพร้อมเสิร์ฟมาตรการด่วน ฟื้นฟูเอสเอ็มอีจากน้ำท่วมใต้ (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 21 มกราคม 2569)
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทย กำลังเผชิญ "มหาวิกฤตซ้อนวิกฤต" ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และความไม่สงบในบางพื้นที่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน เครื่องจักร และสต๊อกสินค้าของสถานประกอบการ ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ขาดสภาพคล่อง และสูญเสียโอกาสทางการค้าอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ดีพร้อมจะดำเนินการเร่งฟื้นฟูเอสเอ็มอีผ่านกลไกเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาในหลากหลายสาขาที่มีประสิทธิภาพผ่าน "โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs)" ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อชุบชีวิตผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามวิกฤต และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดการพัฒนาธุรกิจได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพปัญหาอย่างตรงจุด
อย่างไรก็ตาม ดีพร้อมคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น จึงเร่งฟื้นฟูธุรกิจให้กับคนตัวเล็กของธุรกิจไทยผ่านมาตรการที่รวดเร็ว และปฏิบัติได้จริง โดยคาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 840 ล้านบาท
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ปัญหาชายแดน-บาทแข็ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ธ.ค. 68 ร่วง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 มกราคม 2569)
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 88.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 89.1 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยมีสาเหตุจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่บริเวณชายแดนอุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ต้องหยุดชะงักลง ประกอบกับความกังวลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ ภายหลังมีการประกาศยุบสภา โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 และการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ในขณะเดียวกันภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอลง จากการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้า และจำนวน วันทำงานที่ลดลงในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี นอกจากนี้การส่งออกยังมีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าบางประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียน รวมถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมกลางแจ้งและสุขภาพของประชาชน อีกทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากกการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ รวมถึงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและสภาพคล่องในประเทศ ส่งผลให้รายได้ผู้ส่งออกปรับลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยรวม ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคม 2568 ยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีและการเร่งใช้จ่าย ภายใต้โครงการคนละครึ่งพลัส ก่อนสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีส่วนช่วยหนุนการบริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายในภูมิภาคช่วงปลายปี นอกจากนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี ซึ่งช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 94.9 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเป็นผลมาจากปัจจัยเชิงบวกหลายประการ ได้แก่ มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก (จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่คาดว่าจะช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากความชัดเจนด้านทิศทางนโยบายและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความกังวลต่อความเสี่ยงที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอาจกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แม้จะมีการลงนามยุติการรบแล้วก็ตาม ตลอดจนมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และจะเพิ่มภาระต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนที่จะเริ่มการจัดเก็บค่าการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นทางการในปี 2570
ข่าวต่างประเทศ
4. เกาหลีใต้ส่งออกทะยาน 14.9% ช่วง 20 วันแรก เดือนม.ค. ดีมานด์ชิปแกร่งต่อเนื่อง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 21 มกราคม 2569)
สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ยอดส่งออกของเกาหลีใต้ในช่วงวันที่ 1-20 มกราคม 2569 ขยายตัว 14.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 3.636 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 3.163 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อจำแนกตามประเภทสินค้า ยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์พุ่งทะยาน 70.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 1.073 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 29.5% ของยอดส่งออกทั้งหมดของเกาหลีใต้ในช่วงเวลาดังกล่าว เพิ่มขึ้น 9.6 จุดเปอร์เซ็นต์จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ยอดส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น 17.6% สู่ระดับ 2.46 พันล้านดอลลาร์ และยอดส่งออกเหล็กเพิ่มขึ้น 1.2% สู่ระดับ 2.4 พันล้านดอลลาร์ สำหรับยอดส่งออกรถยนต์ลดลง 10.8% แตะที่ 2.87 พันล้านดอลลาร์ ส่วนยอดส่งออกเรือร่วงลง 18.1% แตะที่ 1.33 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามจุดหมายปลายทาง ยอดส่งออกไปยังจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ พุ่งขึ้น 30.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 8.45 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาทะยาน 19.3% สู่ระดับ 6.66 พันล้านดอลลาร์ แม้สหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ทางด้านยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 3.698 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกาหลีใต้ขาดดุลการค้า 600 ล้านดอลลาร์ในช่วง 20 วันแรกของเดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ สำหรับเดือนธันวาคม 2568 ยอดส่งออกของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 13.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 6.96 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกันเมื่อเทียบเป็นรายปี โดยตลอดทั้งปี 2568 ยอดส่งออกของเกาหลีใต้พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.097 แสนล้านดอลลาร์
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)