ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย คน, ใบหน้าของมนุษย์, ผูก, กลางแจ้ง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายธนกร วังบุญคงชนะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. “ธนกร” ขานรับนโยบายนายกฯ ลุยปากพนังพัฒนาวิสาหกิจชุมชน หลัง ครม.อนุมัติงบ 80 ล้าน พัฒนาตลาด 100 ปี (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 29 มกราคม 2569)

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยว นำโดย นายประสม ดำรงพงษ์ และนางสุคนธ์ทิพย์ สินวิวัฒนากูล อุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ และสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เขต 5 พิษณุโลก (สรข.5) ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท ไทย ไชน่า นันเฟอรัชเมทัลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจหลอมหล่อตะกั่วผสมพลวงกว่า 4,800 ตันต่อปี ตั้งอยู่ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งก่อนหน้านี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการตามมาตรา 37 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ออกคำสั่งให้บริษัทดังกล่าวเร่งดำเนินการแก้ไขในหลายประเด็นสำคัญหลังมีประชาชนร้องเรียนซ้ำมายังรัฐมนตรีฯ ซึ่งจากการตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งฯ ของบริษัทฯ พบว่าโรงงานดังกล่าว ยังไม่ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษเพื่อรายงานมลพิษอากาศ จากปล่องโรงงานฯ จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกวันละไม่เกินห้าพันบาทตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง คือตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อวันนี้ 26 มกราคม 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ (สอจ.นครสวรรค์) ได้มีคำสั่งมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ บริษัท ไทย ไชน่า นันเฟอรัชเมทัลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หยุดประกอบกิจการโรงงานบางส่วนในส่วนที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และต้องดำเนินการติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษ เพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องโรงงาน ตามกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 มีนาคม 2569

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทฯ ส่งรายงานเอกสารต่างๆ ไม่ครบถ้วนถูกต้องกับข้อเท็จจริงตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการรายงานข้อมูลของโรงงานหลอมตะกั่วจากแบตเตอรี่เก่า และไม่พบการติดตั้งอุปกรณ์ชี้บ่งทิศทางลม รวมทั้งไม่ปฎิบัติตามคำสั่งฯ มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พระราชบัญญัติโรงงาน เกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียฯ ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ตลอดจนมีการจัดเก็บเศษพลาสติกที่เกิดจากการบดแยกเศษแบตเตอรี่เก่าในโรงงานมากกว่า 10,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่สอดคล้องกับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัตถุวัสดุที่ไม่ใช้แล้วพ.ศ. 2566 และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ได้ อีกทั้งยังพบมีการเก็บตระกรันในอาคารเก็บตระกรันมากกว่า 30,000 ตัน และวิธีการจัดเก็บไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรม ความปลอดภัย จึงได้มีคำสั่งมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้บริษัทฯ ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโรงงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 มีนาคม 2569 เช่นกัน

 

 

นายณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

2. ก.อุตฯ จับมือวายเอ็นทู-เทค ยกระดับภาคการเกษตรไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 มกราคม 2569)

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เยี่ยมชมบริษัท วายเอ็นทู-เทค (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายเรียวตะ นาคามูระ กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ให้การต้อนรับ ณ นิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดี (TFD Industrial Estate) อำเภอบางปะกง โดยบริษัท วายเอ็นทู-เทค (ประเทศไทย) เป็นบริษัทในเครือนาคามูระ คิโคะ (ประเทศไทย) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก และจัดจำหน่ายเครื่องจักรอุตสาหกรรม เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ การฉีดขึ้นรูปด้วยเรซิ่น อุปกรณ์ในงานอุตสาหกรรม (Jig) ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักคือกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่อยู่ในประเทศไทย สำหรับในการเยี่ยมชมครั้งนี้ นายเรียวตะ นาคามูระ พร้อมคณะผู้บริหารของบริษัท ได้นำชมเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรด้วยเครื่องจักรที่บริษัทได้พัฒนาขึ้น เช่น เครื่อง Screw Press ที่สามารถสกัดน้ำสับปะรดพร้อมแยกกากได้ในครั้งเดียวโดยใช้เทคโนโลยีหัวฉีด (Nozzle) และตะแกรงกรองกากที่ถูกออกแบบมาพิเศษ เครื่อง Spray Dried ที่มีเทคโนโลยีหัวพ่นความละเอียดสูงคล้ายไอน้ำ ซึ่งจะช่วยรักษาคุณค่าของวัตถุดิบจากกระบวนการแปรรูปที่ใช้ความร้อนสูง เป็นต้น พร้อมทั้งนำเสนอแนวคิดการลดของเสียในกระบวนการผลิต หรือ ECO FEED: Recycle Food Waste into Feed โดยการนำเศษอาหารที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาทำการคัดแยกและแปรรูปด้วยวิธีที่เหมาะสม เพื่อนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมทั้งแนวทางการเพิ่มมูลค่าให้กับของเสียจากอุตสาหกรรมอาหาร โดยนำวัสดุเหลือใช้ เช่น เศษวัตถุดิบทางการเกษตร หรือของเสียจากกระบวนการแปรรูปอาหาร (ตัวอย่างเช่น กากสับปะรด) มาพัฒนาเป็นไบโอพลาสติก (Bioplastics) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับความร่วมมือผ่านการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกัน โดยมีแผนงานสำคัญ ประกอบด้วย การแลกเปลี่ยนบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทาง การนำเครื่องจักรต้นแบบมาทดลองใช้งานจริงใน DIPROM Center เพื่อหาแนวทางปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการร่วมมือกันครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการผลิตของไทย ไปสู่ยุค "เกษตรอุตสาหกรรม" ที่ทันสมัย และ "นวัตกรรมการแพทย์" ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มตัว โดยมี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรตลอด Supply Chain ด้วยการนำเครื่องจักร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ(Robotics and Automation) รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตจากประเทศญี่ปุ่นและเครือข่ายพันธมิตรของดีพร้อม มาช่วยยกระดับวัตถุดิบต้นน้ำในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เช่น ข้าว พืชหัว และผลไม้ ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, เสื้อผ้า, ชาย

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายศุภกิจ บุญศิริ

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)

 

3. ดัชนี MPI ปี 68 หดตัว 0.78% รถ EV หนุนกำลังผลิตในช่วงปลายปี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 มกราคม 2569)

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 93.27 ขยายตัว 2.52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 57.60% เนื่องจากการผลิตยานยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าของยอดรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ามาจำหน่ายในปีที่ผ่านมา รวมถึงการส่งออกภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ประกอบกับประชาชนมีการเร่งใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีมาตรการสำคัญอื่น เช่น เที่ยวดีมีคืน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 2568 กลับมาหดตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.78% อยู่ที่ระดับ 95.81 และอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 58.67% สำหรับปัจจัยที่กดดันภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่ ค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกได้รับผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อจากท่าทีแข็งกร้าวของนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ในหลายประเด็นได้บั่นทอนบรรยากาศการค้าและการลงทุนโลก ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุน ประกอบกับความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาส่งผลต่อการค้าชายแดน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อสุกรและเนื้อปลาแช่แข็ง รองเท้า เครื่องดื่ม เป็นต้น ส่วนด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนมกราคม 2569 "ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง" โดยปัจจัยภายในประเทศยังต้องเฝ้าระวัง หลังความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่ลดลงเนื่องจากความกังวลนโยบายการค้าโลก และค่าเงินบาทแข็งค่า ส่วนการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยภาคการผลิตชะลอตัวในสหภาพยุโรปและอาเซียน ขณะที่ภาคการส่งออกของจีนและออสเตรเลียขยายตัวได้ในเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปีก่อน ได้แก่ น้ำมันปาล์ม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 45.64% จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ยานยนต์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.02 % จากรถยนต์นั่งขนาดมากกว่า 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งไฟฟ้า รถยนต์นั่งไฮบริดขนาดมากกว่า 1,800 ซีซี และรถปิคอัพ เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนที่ผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราว และมีการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ทันก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.52% จากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ, IC และ PCBA เป็นหลัก ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตต่อเนื่องของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย สีแดง, มีสีสรร, สีแดงเลือดนก, วงกลม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. ญี่ปุ่นหลุดท็อป 3 ผู้ผลิตเหล็กดิบรายใหญ่ของโลก จีนยังรั้งที่หนึ่งในปี 68 (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 28 มกราคม 2569)

สมาพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยรายงานว่า ญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกาแซงหน้าในการจัดอันดับโลก เนื่องจากผลผลิตเหล็กดิบได้รับผลกระทบจากอุปสงค์การก่อสร้างที่ซบเซา อันเนื่องมาจากสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานและต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้น รวมถึงต้องแข่งขันกับเหล็กราคาถูกจากจีน โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เนื่องจากเหล็กเป็นวัสดุที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไปจนถึงการก่อสร้าง การผลิตเหล็กจึงถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยสมาคมเหล็กโลกระบุว่า จีนยังคงเป็นผู้ผลิตเหล็กดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2568 แม้ว่าผลผลิตลดลง 4.4% จากปีก่อนหน้า สู่ระดับ 960.81 ล้านตัน อันเป็นผลมาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาต่อเนื่อง รวมถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนอินเดียตามมาเป็นอันดับสอง โดยผลิตเหล็กดิบเพิ่มขึ้น 10.4% แตะที่ 164.89 ล้านตัน เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนสหรัฐอเมริการั้งอันดับสาม โดยผลิตเหล็กดิบเพิ่มขึ้น 3.1% สู่ระดับ 81.95 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศญี่ปุ่นระบุว่า ญี่ปุ่นผลิตเหล็กดิบทะลุหลัก 100 ล้านตันเป็นครั้งแรกในช่วงประมาณ พ.ศ. 2510 จนกระทั่งแตะระดับสูงสุด 120.20 ล้านตันในปี 2550 ก่อนที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง และต่ำกว่าระดับ 100 ล้านตันนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง นิปปอน สตีล (Nippon Steel) และ เจเอฟอี สตีล (JFE Steel) ต้องระงับการใช้งานเตาหลอมเหล็กในประเทศ

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)