ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคม 2569

ข่าวในประเทศ

ดร.ณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. ปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ เปิดนิคมฯ SME ดันรายเล็กเชื่อมรายใหญ่ (ที่มา: โพสต์ทูเดย์, ประจำวันที่ 10 มีนาคม 2569)

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงทิศทางและนโยบายการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ในงาน “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน Smart Industry” จัดโดย SCG ว่า ภาคอุตสาหกรรม คือฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจไทย โดยปัจจุบัน GDP ของประเทศมาจากภาคอุตสาหกรรมถึง 29.7% ซึ่งใช้กำลังแรงงานเพียง 22% เมื่อเทียบกับภาคเกษตรที่สร้าง GDP ได้เพียง 8.7% แต่ใช้แรงงานสูงถึง 34% สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมมีผลิตภาพสูงและสร้างรายได้ต่อหัวได้มากที่สุด นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่า 10 จังหวัดที่มีรายได้รวยที่สุดในประเทศไทย ล้วนเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ฯลฯ ทั้งนี้ โลกกำลังเปลี่ยนผ่านด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกดดันเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) และเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด โดยเฉพาะ Computing Power และ AI ที่ทำให้การทำงานซับซ้อนสำเร็จได้ในเวลาสั้นๆ ซึ่งเราคาดหวังสิ่งที่แตกต่างไม่ได้ ถ้าเรายังทำแบบเดิม หากต้องการอยู่รอดภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่แค่ภาษี ยกตัวอย่าง กรณี IUU ในอุตสาหกรรมประมง ที่ทำให้โรงงานห้องเย็นในภาคใต้เหลือรอดเพียง 10% จากอดีต เนื่องจากปรับตัวตามกติกาสากลไม่ทัน ดังนั้น ความยั่งยืน (Sustainability) และอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น "ทุน" ในการเข้าสู่ตลาดโลก นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกนโยบายมาเป็น 4 มิติสำคัญ เพื่อให้ภาคธุรกิจเติบโตคู่กับสังคมอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1. ความสำเร็จทางธุรกิจ (Smart Industry): มุ่งเน้นการใช้ AI และ Digitalization เพื่อสร้างกำไรและขีดความสามารถในการแข่งขัน 2. ความสมดุลกับชุมชน (Partnership with People): อุตสาหกรรมและประชาชนต้องอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้ง 3. การตอบโจทย์กติกาสากล (Sustainability): ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความปลอดภัย และ 4. การกระจายรายได้: สร้างความร่วมมือในรูปแบบคลัสเตอร์จากอุตสาหกรรมใหญ่สู่รายเล็ก (SMEs) และกระจายรายได้สู่ชุมชน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดสรรพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายให้นิคมอุตสาหกรรมเปิดพื้นที่ประมาณ 5% เพื่อให้ SME สามารถเข้ามาตั้งสถานประกอบการได้ เพื่อส่งเสริมการย้ายฐานการผลิต (Relocation) และสร้างการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมรายใหญ่ สอดคล้องแนวคิดรายใหญ่ช่วยรายเล็ก ที่มุ่งเน้นให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยดูแลเครือข่าย SME ในลักษณะ Partnership โดยมองว่าหากรายใหญ่แข็งแรงจะสามารถช่วยรายเล็ก ระบบการเงิน และระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริม SME รุ่นใหม่ สนับสนุนกลุ่ม Start-up ที่เน้นเรื่อง Green Energy และ Digitalization ตามแนวทาง Smart Industry เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนมาตรการทางการเงิน มีการเตรียมมาตรการสนับสนุนด้านเงินทุนผ่านกองทุนประชารัฐ และความร่วมมือกับ บสย. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ

 

นายศุภกิจ บุญศิริ

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)

2. สศอ.เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรม (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 9 มีนาคม 2569)

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล-สหรัฐฯ และได้วิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อประเมินกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังจากความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น ปูนซีเมนต์และคอนกรีต, แก้ว/กระจกแผ่น, กระเบื้องและเซรามิก, สิ่งทอและเสื้อผ้า, การผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่นๆ รวมถึงปิโตรเคมีในแง่ของวัตถุดิบ ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ในระยะต้นอาจยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก และยังอยู่ในระดับที่สามารถติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในทุกอุตสาหกรรม หากความขัดแย้งยังยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้าจำเป็นในภาวะสงคราม และประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบและการผลิต อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและเพิ่มสูงขึ้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่อาจมีโอกาสด้านการส่งออกเพิ่มขึ้น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางจากความต้องการยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์ และบรรจุภัณฑ์กระดาษจากต้นทุนปิโตรเคมีที่สูงขึ้นและแนวโน้มการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษทดแทนพลาสติก ทั้งนี้ ล่าสุดจากการรับฟังข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐ ของ สศอ.พบว่ามี 2 ประเด็นสำคัญ 1. การบริหารจัดการความเสี่ยงและวัตถุดิบ เช่น การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง โดยเฉพาะพลังงานจากตะวันออกกลาง การกระจายตลาดส่งออก และการบริหารจัดการขนส่ง เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ไม่ปกติ และ 2. การปรับตัวและพัฒนาธุรกิจ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการผลิต และการตลาดส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ดังนั้น สศอ.ได้เตรียมดำเนินมาตรการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว 4 ด้าน อาทิ ด้านกระบวนการผลิต เช่น ส่งเสริมการลงทุน เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน รวมถึงการสำรองวัตถุดิบ และปรับแผนการผลิตตามความพร้อมของวัตถุดิบ สำหรับระยะกลางและระยะยาว อยู่ระหว่างจัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน โดยร่วมกับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีการระบุถึงปัญหาอุปสรรคเป้าหมาย/ทิศทางการปรับโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบพลังงาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และสินค้า Made in Thailand

 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ

ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

 

3. กนอ. ชู RAPID Platform ปักหมุดไทยฮับอุตสาหกรรมยั่งยืนดูดนักลงทุน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569)

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ " INVESTMENT LOCATION SELECTION AND KEY CONSIDERATIONS" ภายในงานสัมมนา "Thailand-China Investment Forum: Keys to Success & Sustainable Growth for Chinese Enterprises" ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ว่า ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวน การขยายการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนเป็นสิ่งจำเป็น กนอ.ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักที่มีพันธกิจยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากล พร้อมใช้จุดแข็งของประเทศไทยที่มีโครงสร้างพื้นฐานชั้นยอด     ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และสิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นอาวุธสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน ปัจจุบัน FTA ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น 'ทางรอด' ของผู้ประกอบการ ไทยมี FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้วถึง 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ และกำลังจะมีเพิ่มขึ้นในปี 2026 อีก 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (Thai-EFTA) และ ไทย-ภูฏาน (THBTFTA) กนอ.จึงมุ่งสร้างความเข้าใจเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin - RoO) ซึ่งเปรียบเสมือน 'พาสปอร์ตสินค้า' เพื่อให้นักลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างสูงสุด ทั้งนี้ ในปี 2569 กนอ.มุ่งขับเคลื่อนด้วย "RAPID Platform" เพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลกและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย : R - Regulatory Flexibility การเพิ่มความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบและใช้ Regulatory Sandbox เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ A - Advanced Infrastructure การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่มาตรฐานสากลและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด P - Productivity through Innovation การเพิ่มผลิตภาพด้วยนวัตกรรมและส่งเสริมกลุ่มธุรกิจมูลค่าสูง (High-value Business) I - Integrated Digital Transformation การนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้บริหารจัดการผ่าน Dashboard เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ และ D - Driving Growth & Sustainability ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG และเป้าหมายความยั่งยืน (SDGs) นอกจากนี้ ยังพร้อมให้บริการเบ็ดเสร็จ "รวดเร็วกว่า" ผ่านศูนย์ Total Solution Center (TSC) ที่ช่วยลดระยะเวลาการขอใบอนุญาตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กนอ. ชูจุดเด่นเรื่องความรวดเร็วในการอนุมัติอนุญาตผ่านศูนย์ TSC เพื่อให้นักลงทุนเริ่มธุรกิจได้เร็วที่สุด โดยนักลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม 82 แห่ง และท่าเรืออุตสาหกรรม 1 แห่ง ของ กนอ. จะได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าสิทธิประโยชน์ทั่วไป ซึ่งสถิติในปี 2025 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมสูงถึง 1,876,653 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง EV, เซมิคอนดักเตอร์, และดิจิทัล เป็นกลุ่มที่ กนอ. พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกว่า 211,320 ไร่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ กนอ. พร้อมเป็นคู่คิดที่วางใจได้ให้นักลงทุนจากทั่วโลก เรามุ่งมั่นดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งยานยนต์ EV, เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัลเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในฐานะจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

 

ข่าวต่างประเทศ

4. ญี่ปุ่นกางแผนปั๊มยอดขายชิปพุ่ง 8 เท่า ภายในปี 2583 หวังทวงคืนบัลลังก์โลก (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569)

สำนักนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ว่า รัฐบาลโตเกียวระบุว่า ญี่ปุ่นเคยครองส่วนแบ่งตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกประมาณ 50% ในช่วงทศวรรษที่ 1980 แต่หลังจากนั้น ไต้หวันและประเทศอื่นๆ ก็แซงหน้าไป โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่นชะงักงันจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ล่าช้าในภาคธุรกิจ และความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ ถึงแม้ในปัจจุบัน ญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งตลาดชิปโลก น้อยกว่า 10% แต่รัฐบาลโตเกียวกำลังลงทุนอย่างหนักในโรงงานแห่งใหม่ เพื่อพยายามเปลี่ยนแปลงแนวโน้มดังกล่าว ทั้งนี้ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น กำหนดเป้าหมายเพิ่มยอดขายชิปที่ผลิตในญี่ปุ่น เป็น 15 ล้านล้านเยน (ราว 3 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2573 และ 40 ล้านล้านเยน (ราว 8 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2583 ซึ่งเพิ่มขึ้น 8 เท่า เมื่อเทียบกับระดับในปี 2563

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพลังการประมวลผลของชิปเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน และนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ญี่ปุ่นจึงต้องการส่วนแบ่งในตลาดนี้ โดยรัฐบาลโตเกียวคาดการณ์ว่า ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกจะมีมูลค่าเป็น 190 ล้านล้านเยน (ราว 38 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2578

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)