ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ดันกองทุน TFF แสนล้าน รับอุตฯ พลังงานสะอาดเข้าไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่า ตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรง รับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon City) ของ กนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญ ให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจ เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ซึ่งจากการรายงานของนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. พบว่า ณ เดือนมีนาคม 2569 ไทยมี 82 นิคมอุตสาหกรรม เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการ 5,798 แห่ง มูลค่าลงทุนสะสม 13.37 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรก ปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งตัวเลขการขยายตัวดังกล่าวสะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง กระทรวงอุตสาหกรรมจึงพร้อมผลักดันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่ง ประเทศไทย (Thailand Future Fund : TFF) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุน 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างก้าวกระโดดมีปัจจัยหลักจากการย้ายฐานผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีนและฮ่องกง ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 12% ในปี 2566 เป็น 23% ในปัจจุบัน ซึ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัล สอดรับ กับนโยบาย Low Carbon City ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน กนอ. มีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีก 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่ง กนอ. จะเร่งพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ หรือ Smart Port มาบตาพุด เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป
นายศุภกิจ บุญศิริ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
2. หั่น MPI โตแค่ 1-2% ติดหล่มขัดแย้ง-หนี้-ภาษีสหรัฐ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 29 พฤษภาคม 2569)
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 92.76 หดตัวเล็กน้อยที่ 0.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 56.41% โดยสาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไทย ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาหดตัวหลังราคาน้ำมันสูงและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ นมสดพร้อมดื่ม มันฝรั่งทอดกรอบ แฮม และไส้กรอก นอกจากนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 86.7% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเมษายน 2569 มีแรงสนับสนุนสำคัญจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือภาคขนส่งผ่านการสนับสนุนค่าน้ำมัน รวมถึงการตรึงค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนและภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ นอกจากนี้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง มีมูลค่า 25,937 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 27.5% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) มีมูลค่า 24,404 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 29% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนยังได้รับแรงสนับสนุนจากการที่ Moody's Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้น สะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ซึ่งช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทย ทั้งนี้ ทางด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนพฤษภาคม 2569 "ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง" โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลงตามความกังวลต่อวัตถุดิบในการผลิตของกลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติก ส่วนการนำเข้ายังขยายตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากผลกระทบของสงครามที่ผลักดันให้ต้นทุนภาคการผลิตและขนส่งปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามมูลค่าการส่งออกของจีนยังคงขยายตัวได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มปี 2569 สศอ. ได้ปรับประมาณการ MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมจากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.5% มาอยู่ที่ 1-2% เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศกับคู่ค้าหลักที่เติบโตต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ จะช่วยประคับประคองภาคอุตสาหกรรมไทยระยะต่อไป
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม
3. ชู DIPROM SMART Move พลิกโฉมโลจิสติกส์เอสเอ็มอีไทย (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2569)
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เปิดเผยว่า ดีพร้อมอยู่ระหว่างเดินหน้ายกระดับภาคขนส่งและโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ SMEs ไทย เปิดตัวโครงการ "DIPROM SMART Move" ระบบสารสนเทศโลจิสติกส์อัจฉริยะสำหรับงานขนส่ง มุ่งแก้ปัญหาต้นทุนพลังงานสูง ความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารเส้นทาง และการขาดข้อมูลแบบเรียลไทม์ หวังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมวางเป้าหมายสร้างต้นแบบการบริหารจัดการขนส่งที่ลดต้นทุน เพิ่มกำไร และขยายผลสู่ระดับประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการ DIPROM SMART Move สะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ "ดีพร้อม" ที่มุ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับผู้ประกอบการ SMEs และภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด "ดีพร้อมปรับ ยกระดับ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง" ซึ่งภาคธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม หรือ SMEs ไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า ที่ส่งผลให้เกิดปัญหา "Supply Chain Disruption" หรือความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิง และค่าขนส่งยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องและกำไรของผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ SMEs จำนวนมากยังประสบปัญหาขาดระบบบริหารจัดการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการวางแผนเส้นทาง การติดตามสถานะรถ การควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิง และการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้หลายธุรกิจสูญเสียต้นทุนแฝงโดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการ "DIPROM SMART Move" ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการโลจิสติกส์แบบครบวงจร โดยเน้นการใช้งานง่าย เหมาะกับ SMEs และสามารถทำงานได้ทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยจุดเด่นสำคัญของระบบ คือ การใช้โครงสร้างแบบ "No-Server Infrastructure" หรือระบบที่ไม่ต้องลงทุนติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เอง แต่ใช้ Cloud Technology ผ่าน Google Sheets และระบบ Cloud ในการจัดเก็บข้อมูล ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไอทีของผู้ประกอบการ และลดความซับซ้อนในการดูแลระบบ ขณะเดียวกัน ระบบยังรองรับการทำงานผ่านสมาร์ทโฟน สามารถใช้งานได้แม้ในพื้นที่สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่เสถียร โดยใช้ฐานข้อมูล SQLite และระบบ Sync Auto ในการเชื่อมข้อมูลอัตโนมัติเมื่อกลับเข้าสู่พื้นที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต สำหรับโครงสร้างการทำงานของ DIPROM SMART Move ถูกออกแบบเป็น 4 โมดูลแกนหลัก เพื่อการบริหารแบบทเบ็ดเสร็จ ได้แก่ 1."Smart Cost" ระบบวิเคราะห์ต่อเที่ยวล่วงหน้า 2."Smart Route" เปลี่ยนความซับซ้อนของการจัดรถให้เป็นระเบียบ 3."Smart Alert" ระบบแจ้งเตือนแบบ Real-timeและ 4."Smart Maintenance" ระบบติดตามประวัติการซ่อมบำรุงและบันทึกประวัติการใช้งานรถ
ข่าวต่างประเทศ
4. ความเชื่อมั่นภาคการผลิตเกาหลีใต้เดือนมิ.ย. พลิกกลับมาแดนบวก (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569)
สถาบันเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรมและการค้าแห่งเกาหลี (KIET) เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นภาคการผลิตของเกาหลีใต้ดีดตัวกลับสู่แดนบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน แม้ยังเผชิญความตึงเครียดต่อเนื่องในตะวันออกกลาง โดยดัชนีผลสำรวจความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ (PSI) สำหรับแนวโน้มธุรกิจภาคการผลิตเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 107 จาก 95 ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ดัชนี PSI อยู่เหนือระดับ 100 ซึ่งสะท้อนว่าผู้เชี่ยวชาญที่มีมุมมองเชิงบวกมีจำนวนมากกว่าผู้ที่มีมุมมองเชิงลบ โดยก่อนหน้านี้ ดัชนีดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 ต่อเนื่องในเดือนเมษายน และพฤษภาคม ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวในเดือนมิถุนายน ซึ่งเมื่อแยกตาม รายอุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มีแนวโน้มดีที่สุด โดยดัชนีอยู่ที่ 156 ในเดือนมิถุนายน เพิ่มจาก 150 ที่คาดการณ์ไว้สำหรับเดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมจอภาพ ยานยนต์ เครื่องจักร และชีวสุขภาพ ต่างรายงานความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในภาคต่อเรือและเหล็กปรับลดลง โดยดัชนีอยู่ที่ 100 และ 122 ตามลำดับ ลดลง 7 และ 24 จุดจากเดือนก่อนหน้า ส่วนอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือและสิ่งทอ ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 ที่ 80 และ 93 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นยังอยู่ในแดนลบ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)