ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. หอการค้าชง 10 ข้อเร่งด่วน กู้วิกฤตเศรษฐกิจ-ปลดล็อกอุตฯ ไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 15 มิถุนายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตนได้หารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำไปสู่ความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง "ความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจไทย" โดยกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ และข้อกังวลจากภาคเอกชน เพื่อนำไปปรับปรุงระบบการทำงาน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน แต่จะเป็นรากฐานของการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนในเวทีสากล ซึ่งคณะผู้บริหารหอการค้าไทยฯ ได้เสนอ 10 ข้อเร่งด่วน เพื่อให้เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจพ้นจากวังวนที่ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาค ได้แก่ 1. กระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภค  โดยเสนอให้เร่งดำเนินโครงการกระตุ้นกำลังซื้อต่อยอดจากความสำเร็จเดิม เช่น "คนละครึ่งพลัส" หรือ "ไทยช่วยไทยพลัส" โดยปรับให้เน้นใช้จ่ายในจังหวัดรอง จังหวัดชายแดน หรือ Low Season เพื่อกระจายเม็ดเงินอย่างทั่วถึง 2. ลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุนจริง แทนการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว 3. ช่วยเหลือเอสเอ็มอี และเสริมสภาพคล่อง โดยจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ระยะยาวที่เข้าถึงง่าย 4. แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้สิน โดยดำเนินการในกลุ่มรายได้น้อยและปานกลางผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการดำรงชีพ 5. ปกป้องตลาดภายในประเทศ ควบคุมการนำเข้าสินค้าต่างชาติที่มีลักษณะทุ่มตลาด หรือแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งกระทบต่อเอสเอ็มอี 6. ส่งเสริมการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ โดยขยายตลาดใหม่ ปรับปรุงภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และทบทวนความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้มีความสมดุลและเป็นธรรม 7. ฟื้นฟูภาคเกษตรและรายได้เกษตรกรสร้างเสถียรภาพด้านราคาด้วยการวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด เป็นต้น 8. ส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ 9. ปฏิรูประบบราชการ โดยนำระบบดิจิทัลมาใช้บูรณาการกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน เพื่อลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ และ 10. ช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนและเศรษฐกิจภูมิภาค และส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคตามจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ผ่าน Soft Power เพื่อกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ คณะผู้บริหารหอการค้าไทยฯ ยังได้ยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรม 7 ด้านหลักเพื่อเร่งปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้ ได้แก่ 1. ปลดล็อกกฎระเบียบและยกระดับ Ease of Doing Business 2. ส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ 3. ผลักดันพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว 4. ปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากสินค้าทุ่มตลาด และข้อกังวลกฎหมายโรงงาน 5. พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย 6. ดึงดูดการลงทุนและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไทย และ 7. ดูแลผลกระทบเฉพาะอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ

ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

 

2. กนอ.ชี้สุพรรณบุรีพร้อมมาก ลุยศึกษาตั้งนิคมฯเกษตรมูลค่าสูง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 19 มิถุนายน 2569)

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น กนอ.จึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกตามนโยบายนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งส่งเสริม "อุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน" เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ประกอบการไทย และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยการใช้ทรัพยากรในประเทศ โดย กนอ.ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อผลักดันให้เกิดการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง เปลี่ยนความท้าทายด้านพลังงานและต้นทุนเป็นโอกาส ด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแปรรูปวัตถุดิบต้นน้ำในพื้นที่ ทั้งนี้ ผลการศึกษาและพิมพ์เขียวเบื้องต้น พบว่า จังหวัดสุพรรณบุรี มีความพร้อมใน 6 มิติหลัก โดยเฉพาะมิติด้านศักยภาพฐานวัตถุดิบทางการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลายสูง ทั้งพืชเชิงปริมาณ เช่น ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงอย่างแห้วสุพรรณ ซึ่งต่อยอดและเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ โดยวางปัจจัยความสำเร็จไว้ 3 ด้าน คือ 1. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อดึงดูดผู้เช่าหลักรายใหญ่และผลักดันให้เกิดการใช้นวัตกรรมชั้นสูง 2. บริการอนุมัติที่รวดเร็ว ณ จุดเดียว อำนวยความสะดวกนักลงทุนครบวงจร และ 3. สร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อชุมชน พัฒนานิคมอุตสาหกรรมตามมาตรฐานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ กระจายรายได้ สู่สหกรณ์การเกษตรและแรงงานท้องถิ่นโดยตรง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน

 

อย่างไรก็ตาม หากนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงสุพรรณบุรีสำเร็จ จะยกระดับสุพรรณบุรี จากฐานการผลิตภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของภาคกลาง สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงของภูมิภาค นอกจากจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจ ในพื้นที่เข้ากับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนตามเป้าหมายกระทรวงอุตสาหกรรม

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

3. BOI หนุนมินีแบผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด ได้เปิดอาคารโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดลพบุรี พื้นที่ 16,500 ตารางเมตร (ตร.ม.) มูลค่าเงินลงทุน 2,600 ล้านบาท โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เพื่อผลิตชิ้นส่วนอากาศยานความแม่นยำสูง ครอบคลุมทั้งชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบขับเคลื่อนการบิน เช่น Ball, Race Bush และ Spherical Bearing รวมถึงชิ้นส่วนโครงสร้างเครื่องบินและการยึดประกอบ เช่น Bolt, Sleeve และ Fitting ทั้งนี้ บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด เป็นบริษัทในเครือมินีแบมิตซูมิ จากญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนในไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2525 จากนั้นได้ขยายการลงทุนต่อเนื่อง ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 65 โครงการเงินลงทุนสะสม 115,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทย 31,000 คน มีโรงงานในไทย 10 แห่ง ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ลพบุรี ชลบุรี และระยอง เป็นฐานการผลิต Miniature Ball Bearings ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อส่งออกไปตลาดสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป สำหรับเอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย เริ่มผลิตชิ้นส่วนอากาศยานในไทยตั้งแต่ พ.ศ.2546 ได้รับการรับรองจากผู้ผลิตอากาศยานชั้นนำระดับโลกทั้ง Airbus (แอร์บัส) และ Boeing (โบอิ้ง) สามารถส่งมอบชิ้นส่วนอากาศยานเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกมาแล้วกว่า 20 ปี การลงทุนเพิ่มเติมกว่า 2,600 ล้านบาทครั้งนี้ เป็นการยกระดับไทยให้เป็นฐานการผลิตหลักระดับโลกสำหรับธุรกิจการบินของกลุ่มมินีแบมิตซูมิ เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บุคลากรไทย

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายคัตสึฮิโกะ โยชิดะ President, COO & CFO กลุ่มบริษัท มินีแบมิตซูมิ กล่าวว่า ตลอด 23 ปีที่มินีแบผลิตชิ้นส่วนอากาศยานในไทย ได้พิสูจน์แล้วว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนอากาศยานระดับโลกอย่างแท้จริง เรามุ่งมั่นที่จะรักษาไทยเป็นฐานการผลิตหลักของกลุ่ม และพร้อมขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างคุณค่าและยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ญี่ปุ่นส่งออกเดือนพ.ค.พุ่ง 17% แกร่งสุดในรอบกว่า 3 ปี รับดีมานด์ชิป-รถยนต์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2569)

กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เปิดเผยรายงานว่า ยอดส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 17% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 3 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการรถยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง โดยยอดส่งออกเดือนพฤษภาคม ขยายตัวได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 16.2% และแข็งแกร่งกว่าในเดือนเมษายน ที่เพิ่มขึ้น 14.8% ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า ยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของญี่ปุ่นทะยานขึ้น 61.2% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบรายปี โดยได้ปัจจัยหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเฟื่องฟู ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์พุ่งขึ้น 16.4% ส่วนยอดนำเข้าเดือนพฤษภาคม พุ่งขึ้น 12.5% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 แต่น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 12.8% โดยญี่ปุ่นมียอดขาดดุลการค้าในเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 3.786 แสนล้านเยน (2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

 

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลการค้าในวันนี้ มีขึ้นหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเงินเยนที่อ่อนค่าลง สำหรับเงินเยนที่อ่อนค่ามีแนวโน้มที่จะช่วยกระตุ้นการส่งออก แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลให้กับญี่ปุ่น เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินเยนก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากการนำเข้า และทำให้กำลังซื้ออ่อนแอลง               

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)