ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกรกฎาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. ก.อุตฯ จ่อเคาะแพ็กเกจกู้วิกฤตค่ายรถ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายเวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด นำคณะผู้บริหารเข้าหารือภาพรวมธุรกิจยานยนต์ไทย โดยมีนางอัษฎาพร ไกรพานนท์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายนรุณ สุขสมาน รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ประกอบกับสถานการณ์การส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์โลก รัฐบาลไทยจึงอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการเชิงรุกต่างๆตามข้อเสนอภาคธุรกิจยานยนต์ เพื่อให้ก้าวพ้นจากภาวะวิกฤต และตนได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ทบทวนสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ของรถยนต์อย่างเข้มข้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทยในระยะยาว โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต โดยเฉพาะกระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐและภาคเอกชนที่จะต้องร่วมกันวางแผนรับมือ

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ นางยางเย คริส จู ประธานและประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูง เข้าพบ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์และนโยบายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ ภาครัฐและเอกชนได้ร่วมแลกเปลี่ยน มุมมองเชิงลึก ท่ามกลางยุคเปลี่ยนผ่านทาง เทคโนโลยียานยนต์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันระยะยาว และเสถียรภาพของฐานการผลิตยานยนต์ในไทย โดยก่อนหน้านี้ นายวราวุธ ยังได้หารือกับผู้บริหารระดับสูง ของ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เกี่ยวกับทิศทางและนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของกระทรวงอุตสาหกรรมในสภาวะความท้าทายของเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งนายวราวุธ เน้นย้ำว่ากระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายเปลี่ยนผ่านไปสู่ ยานยนต์สมัยใหม่ และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วน หรือกระบวนการผลิตในไทยเป็นหลัก

 

 

นายณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

2. อัปเกรดเอสเอ็มอี ปรับโรดแมปฝ่าพิษศก.โลก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2569)

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ครั้งที่ 4/2569 คณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาทบทวนแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ พร้อมวางกรอบทิศทางการดำเนินงานของกองทุนตามแผนปฏิบัติการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ให้มีความสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและนโยบายของภาครัฐในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ให้มีศักยภาพ เข้าถึงแหล่งทุน และพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันอย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการของกองทุน ประกอบด้วย ข้อที่ 1 แผนยุทธศาสตร์ระยะยาวกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ (พ.ศ.2567-2570) ฉบับทบทวน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และแผนปฏิบัติการกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ข้อที่ 2 แผนการบริหารทรัพยากรบุคคลกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ระยะยาว (พ.ศ.2566-2570) ฉบับทบทวน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และแผนปฏิบัติการด้านบริหารทรัพยากรบุคคล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และข้อที่ 3 แผนปฏิบัติการดิจิทัลกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ระยะยาว (พ.ศ.2566-2570) ฉบับทบทวน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และแผนปฏิบัติการดิจิทัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ซึ่งมีองค์ประกอบครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลางกำหนด ซึ่งที่ประชุมยังร่วมกันทบทวนแผนบริหารความเสี่ยงกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อปรับปรุงแผนให้มีประสิทธิภาพในการควบคุมและบริหารความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น โดยที่ประชุมร่วมกันแสดงความคิดเห็น พร้อมให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อการยกระดับบทบาทของกองทุนให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และคุ้มค่า รวมถึงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 2/2569 โดยที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) รวมถึงผลสำรวจผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเอสเอ็มอีไทยได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง มีสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ จึงต้องการให้ภาครัฐกำหนดมาตรการช่วยลดต้นทุน เสริมสภาพคล่อง และสนับสนุนการบริหารห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

 

นายศุภกิจ บุญศิริ

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)

 

 

3. พ.ค.ดัชนี MPI ร่วง 0.8% เหตุยอดผลิต 'รถ-ปุ๋ย-ปาล์ม' ทรุด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569)

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 101.18 หดตัว 0.80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.64% สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัว 8.68% จากตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่ชะลอตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังกดดันต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 84.7 จาก 85.3 ในเดือนก่อนหน้า ทั้งยังมีแรงสนับสนุนสำคัญจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเสริมกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน ส่งผลดีต่อภาคการผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคและภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป รวมถึงการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับมาขยายตัว ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง กุ้งแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง และรองเท้าผ้าใบ ทั้งนี้ ในด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนมิถุนายน 2569 "ส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่อง" โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากการชะลอตัวของการลงทุนในหมวดยานพาหนะ และความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ลดลงจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังต้องติดตามภาคการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลักมีแนวโน้มชะลอตัว โดยภาคการผลิตของสหรัฐอเมริกา ยังคงหดตัวจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปที่ส่งสัญญาณเฝ้าระวังจากการหดตัวของภาคการผลิตในหลายประเทศ และภูมิภาคอาเซียนยังมีข้อกังวลในเรื่องของต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนพฤษภาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่เครื่องจักรอื่นๆ ที่ใช้งานทั่วไป ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.01% จากเครื่องปรับอากาศ คอนเดนซิ่งยูนิต และคอมเพรสเซอร์ ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากตลาดในประเทศ และเครื่องปรับอากาศแบบหน้าต่าง ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออก เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดและมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีก่อน ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.33% จากน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเตา เป็นหลัก น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.10% จากน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์และกากน้ำตาล เป็นหลัก ส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนพฤษภาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.68% จากรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถบรรทุกปิกอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์ไฟฟ้า เป็นหลัก น้ำมันปาล์ม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 31.13% จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.62% เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิต สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้การกระจายวัตถุดิบบางชนิด หยุดชะงักและราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ยอดขายรถใหม่ญี่ปุ่นครึ่งปีแรกโต 1.8% รับอานิสงส์รถรุ่นใหม่ทยอยเปิดตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569)

สมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (JADA) และสมาคมรถยนต์ขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ใหม่ในญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 1.8% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการขยายตัวติดต่อกันเป็นปีที่สอง โดยได้ปัจจัยหนุนจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่น ซึ่งช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อรถ โดยในรายงานระบุว่า บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ทำยอดขายรวมทั้งสิ้น 2,387,189 คัน ในช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน 2569 ซึ่งรวมถึงรถยนต์ขนาดเล็ก โดยนอกจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่แล้ว ยอดขายส่วนหนึ่งยังได้รับแรงหนุนจากการที่รัฐบาลท้องถิ่นยกเลิกภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อเดือน เมษายนที่ผ่านมา ส่วนยอดขายไม่รวมรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 600 ซีซี ปรับตัวขึ้น 2.0% สู่ระดับ 1,530,413 คัน โดยได้แรงหนุนหลังการยกเลิกภาษีดังกล่าว ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายแบรนด์ พบว่า โตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor Corp.) ยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้น 5.3% สู่ระดับ 751,324 คัน ด้านบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors Corp) มียอดขายทะยานขึ้น 12.8% แตะที่ 28,950 คัน โดยได้รับอานิสงส์จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (Nissan Motor Co.) ยังคงเผชิญกับยอดขายที่ซบเซา โดยทำยอดขายได้ 119,321 คัน ลดลง 10.8% ขณะที่ยอดขายรถยนต์ขนาดเล็ก โตขึ้น 1.3% แตะที่ 856,776 คัน นำโดยซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ป (Suzuki Motor Corp.) ที่ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กเอาไว้ได้ แม้ว่ายอดขายจะลดลง 5.5% มาอยู่ที่ 281,135 คัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากขาดการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ส่วนนิสสันมียอดขายรถยนต์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 13.1% แตะที่ 97,966 คัน โดยได้รับแรงหนุนจากรถยนต์วากอนรุ่น Roox สำหรับยอดขายรถยนต์ใหม่ เฉพาะในเดือนมิถุนายน 2569 เพียงเดือนเดียว ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สู่ระดับ 426,883 คัน

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)