ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ออก "3 มอก." ปกป้องคนไทย (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมเสนอร่างกฎกระทรวงอุตสาหกรรมต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดให้แบตเตอรี่ระบบนิกเกิล แบตเตอรี่ระบบลิเทียม และพาวเวอร์แบงก์ เป็นสินค้ามาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (มอก.) ประเภทควบคุม โดยสินค้าที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องผ่านการรับรอง มอก.ก่อนออกจำหน่าย เพื่อเป็นการปรับปรุง มอก.ให้ทันต่อเทคโนโลยี หลังแบตเตอรี่และพาวเวอร์แบงก์ถูกใช้งานในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ขณะที่เหตุแบตเตอรี่ลุกไหม้หรือระเบิดยังเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งการทบทวนมาตรฐานครั้งนี้ อ้างอิงมาตรฐานสากล IEC 62133 โดยแยกมอก.แบตเตอรี่ ออกเป็น 2 ประเภทเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ได้แก่ มอก.62133 เล่ม 1-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบนิกเกิล และมอก.62133 เล่ม 2-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบลิเทียม พร้อมปรับปรุง มอก.2879-2567 สำหรับพาวเวอร์แบงก์เพื่อให้มาตรฐานทั้งระบบมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับ มอก.สากล
อย่างไรก็ตาม สำหรับสาระสำคัญของ มอก.ใหม่ คือ การเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการทดสอบ การป้องกันการคายประจุเกิน ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความทนต่ออุณหภูมิสูง และความร้อนจากการชาร์จซ้ำ รวมถึงต้องแสดงข้อมูลและคำเตือนการใช้งานอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค หากครม.เห็นชอบ โดยมอก.ทั้ง 3 ฉบับ จะมีผลบังคับใช้ในปี 2570 โดยเปิดช่วงเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิตการนำเข้าและการขอใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ ขณะที่ผู้ได้รับใบอนุญาตเดิมสามารถยื่นขอขยายเวลาได้ตามความจำเป็น หลังมาตรฐานมีผลใช้บังคับการยกระดับ มอก.สินค้ากลุ่มนี้ไม่เพียงเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยลดปัญหาสินค้าไม่ได้ มอก.และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมในตลาดโลก โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะเข้มงวดการตรวจสอบ เพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด
นายภาสกร ชัยรัตน์
รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
2. 'ไทย-ญี่ปุ่น' ดันลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27กรกฎาคม 2569)
นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดประชุม Thailand-Japan Bio Business Roundtable เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมชีวภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยของ ทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เน้นย้ำการผลักดัน BCG ให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า การพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยมีความพร้อมด้านทรัพยากรชีวภาพและวัตถุดิบทางการเกษตรที่หลากหลาย ขณะที่ญี่ปุ่นมีความ โดดเด่นด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ หากทั้ง 2 ประเทศสามารถผสานจุดแข็งร่วมกัน จะช่วยต่อยอดการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพของทั้ง 2 ประเทศ นำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมชีวภาพของทั้ง 2 ประเทศ พร้อมทั้งนำเสนอศักยภาพ และความเชี่ยวชาญของหน่วยงานและบริษัทที่เข้าร่วม เพื่อแสวงหาโอกาสในการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี การลงทุน และการดำเนินธุรกิจร่วมกันในอนาคต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม บริษัทจากญี่ปุ่นได้ร่วมนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ ขณะที่ผู้แทนฝ่ายไทยนำเสนอศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของไทย ก่อนร่วมประชุมโต๊ะกลม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ แนวโน้มอุตสาหกรรมชีวภาพ ประเด็นความสนใจร่วม โอกาสความร่วมมือด้านวิจัย ตลอดจนแนวทางการต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในระยะต่อไป
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. 'บีโอไอ' ปลื้มอุตฯ โฟโตนิกส์ แห่ลงทุนพุ่ง 8.2 หมื่นล้านบาท จ้างงานคนไทยกว่า 2 หมื่น (ที่มา: มติชนออนไลน์, ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ระบบคลาวด์ การประมวลผลสมรรถนะสูง และระบบสื่อสารความเร็วสูง ได้ผลักดันให้ "เทคโนโลยีโฟโตนิกส์" มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการส่งข้อมูลด้วยแสงผ่านสายใยแก้วนำแสง สามารถรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และลดการสูญเสียของสัญญาณเมื่อเทียบกับการส่งสัญญาณด้วยไฟฟ้า จึงกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่ ซึ่งโฟโตนิกส์ (Photonics) คือ เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล เป็นหัวใจสำคัญของระบบสื่อสารความเร็วสูงในยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณแสง, ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical เช่น เลเซอร์ ตัวรับสัญญาณแสง และอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณ, Optical Module ตัวแปลงสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ส่งข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือระบบโทรคมนาคมต่างๆ เป็นสัญญาณแสง และแปลงสัญญาณแสงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลผ่านสายใยแก้วนำแสงได้ด้วยความเร็วสูง ไปจนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง (Optical Transceiver) ที่ใช้เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ สวิตช์ และอุปกรณ์เครือข่ายภายใน AI Data Center รวมถึงโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่มีอัตราส่งข้อมูลสูงถึง 1.6 Terabits per second (1.6T) กล่าวง่ายๆ คือ ทุกครั้งที่เราแชทกับ AI สตรีมภาพยนตร์ หรือประชุมออนไลน์ข้ามทวีป ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นกำลังถูกแปลงเป็นแสง และส่งผ่านสายใยแก้วนำแสงด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที ผ่านอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ นี้ ทั้งภายในศูนย์ประมวลผลข้อมูลเอง และผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งต่อให้ระบบ 5G หรือ Wifi ไปยังคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานทั่วโลก ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 - มิถุนายน 2569) มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอจำนวน 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ประกอบด้วย การผลิตสายใยแก้วนำแสง 12 โครงการ มูลค่า 13,700 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบสื่อสารด้วยแสงต่างๆ 47 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท ไปจนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงครบชุด 20 โครงการ มูลค่า 49,400 ล้านบาท สะท้อน ให้เห็นว่าไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร รองรับการเติบโตของ AI Data Center, ระบบคลาวด์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคต
อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ครอบคลุมส่วนต่างๆ ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ที่แตกต่างกัน โดยบริษัทที่มีการผลิตตั้งแต่สายใยแก้วนำแสง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical จนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ในเครือ Lumentum Holdings ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Nvidia ส่วนบริษัทที่เน้นผลิตระดับชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ซิเลซติกา (ประเทศไทย) และบริษัท ฟาบริเนท ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก โดยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical รายใหญ่ให้กับ Nvidia, Cisco และ Amazon Web Services ขณะที่บริษัทที่เน้นผลิตชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสงเป็นหลัก เช่น บริษัท เทราฮอป (ไทยแลนด์) และบริษัท อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 1-2 ของโลก ปัจจุบันมีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันมากกว่า 20,000 คน สะท้อนว่าผู้ผลิตที่มีฐานในไทยเหล่านี้ล้วนเป็นผู้นำในเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และเป็นส่วนสำคัญของซัพพลายเชนอุตสาหกรรม AI ระดับโลก
ข่าวต่างประเทศ
4. ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐสูงสุดรอบ 8 เดือนในก.ค. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2569)
เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.6 ในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน จากระดับ 51.9 ในเดือนมิถุนายน โดยดัชนี PMI ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคบริการ จากการที่สหรัฐเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ส่งผลให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจพุ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน
อย่างไรก็ตาม สำหรับดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น ปรับตัวลงสู่ระดับ 53.8 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน จากระดับ 53.9 ในเดือนมิถุนายน โดยดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิต ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.6 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน จากระดับ 51.2 ในเดือนมิถุนายน โดยดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคบริการ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)