ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. 'วราวุธ' จี้ 'สมอ.' เร่งการบังคับใช้มาตรฐาน มอก.แผงโซลาร์เซลล์ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ขานรับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ โดยได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งรัดกระบวนการบังคับใช้มาตรฐานแผงเซลล์แสงอาทิตย์หรือแผงโซลาเซลล์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งานเป็นสำคัญ รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการในการขอรับใบอนุญาต มอก. ให้พร้อมก่อนที่มาตรฐานดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2569 โดยนายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. ได้รายงานและยืนยันว่า ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายแผงโซลาเซลล์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เครื่องตัดวงจร ฟิวส์ สายไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอินเวอร์เตอร์ กว่า 2,000 ราย ให้มีความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดในมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการตรวจสอบ ทั้งนี้ในการอนุญาตกระบวนการยื่นขอรับใบอนุญาต และแนวทางการตรวจติดตามภายหลังได้รับใบอนุญาตให้สามารถยื่นขอรับใบอนุญาต มอก. ตามมาตรฐานดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว โดยไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ สมอ.ยังมีมาตรการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการทุกรายที่ยื่นขอ มอก.โดยอนุญาตให้ใช้ผลการประเมินโรงงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ สมอ. ตลอดจนยอมรับผลการทดสอบตามมาตรฐานสากล (IEC) โดยไม่ต้องทำการทดสอบซ้ำสำหรับแผงโซลาเซลล์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการยื่นขอใบอนุญาตแล้ว 260 ราย สมอ. ได้ตรวจประเมินโรงงานผู้ผลิตตามมาตรฐานแล้วกว่า 170 ราย และมีโรงงานที่ขอขึ้นทะเบียนกว่า 30 แห่ง สามารถนำผลประเมินโรงงานที่ผ่านการขึ้นทะเบียนมายื่นขอใบอนุญาตผ่านระบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-License) ได้ทันที

 

นายณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

2. ก.อุตยกเครื่องกลไกกำกับรง.เข้มใช้กฎหมาย (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569)

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยกเครื่องกลไกการกำกับโรงงานใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุญาต การกำกับโรงงาน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่นำเอาระบบ e-License ระบบ iSingle Form และระบบตรวจโรงงาน i-Auditor มาใช้ร่วมกันเป็นครั้งแรก ซึ่งระบบต่างๆ จะเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันแบบครบวงจร ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย มีการปรับแนวทางการกำกับและการลงโทษโรงงานโดยคำนึงถึงประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดมากขึ้น ควบคู่กับการแก้กฎหมายโรงงานและกฎหมายกากอุตสาหกรรม ดังนี้ 1. การอนุญาตโรงงาน (รง.4) "นำระบบ e-License มาใช้แบบเต็มรูปแบบ" ลดการใช้ดุลยพินิจ ช่วยให้การพิจารณาเป็นไปตามหลักวิศวกรรมและกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบกิจการอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยลดระยะเวลาในการพิจารณาลงได้กว่า 28 วัน 2. การกำกับโรงงาน "ปรับแผนตรวจ ใช้ข้อมูลและเครื่อง มือใหม่" ยกระดับสู่การใช้ข้อมูลชี้เป้าการตรวจสอบโรงงานอย่างตรงจุด โดยการพัฒนาระบบรายงานข้อมูล หรือ iSingle Form ซึ่งระบบดังกล่าว นอกจากจะนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ดัชนีอุตสาหกรรม ยังทำหน้าที่เป็นระบบช่วยให้ผู้ ประกอบการประเมินตัวเองว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วนแล้วหรือไม่ และ 3. การบังคับใช้กฎหมาย "ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐาน จัดการกากฯ ไม่ถูกต้อง สั่งหยุดโรงงานทันที" กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ปรับรูปแบบการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ยกระดับการสั่งการ กรณีโรงงานปล่อยมลพิษเกณฑ์มาตรฐานให้สั่งหยุดโรงงาน เพื่อเร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขโรงงาน

 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ

ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

 

 

3. ผุดนิคมกำจัดซากแบตเตอรี่ ดึงค่ายรถช่วยเก็บ-เจ้าของรถร่วมจ่าย (ที่มา: เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2569)

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. ได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ศึกษาและเตรียมความพร้อมจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อทำหน้าที่กำจัดแบตเตอรี่ใช้แล้ว ทั้งแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ หลังการขยายตัวของรถอีวี ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมระบบรองรับแบตเตอรี่ที่หมดอายุใช้งาน เพื่อไม่ให้กลายเป็นขยะอันตรายในอนาคต สำหรับแผนจัดตั้งนิคมจัดการแบตเตอรี่รถ EV เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบโมเดลการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งาน รวมถึงแบตเตอรี่ที่ถูกถอดแยกชิ้นส่วนออกจากรถแล้ว แนวคิดสำคัญ คือ การรวบรวมแบตเตอรี่เข้าสู่พื้นที่ที่กำหนดอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการรั่วไหลออกนอกระบบและยกระดับความปลอดภัยในการจัดการ ซึ่งในเบื้องต้นมีการประเมินว่า การพัฒนานิคมจัดการแบตเตอรี่ ในโมเดลแบบ Circular ดังกล่าวอาจต้องใช้เงินลงทุน 4,000-5,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องลงทุนในระบบความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการวัตถุอันตราย ระบบคัดแยกและถอดประกอบแบตเตอรี่ ไปจนถึงระบบรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและออกแบบโมเดลการลงทุนร่วมกับทาง กฟผ. สำหรับรูปแบบของนิคม Circular ที่วางไว้จะเป็นการจัดการแบตเตอรี่แบบครบวงจร โดยเมื่อรถ EV หมดอายุหรือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ จะต้องนำรถหรือแบตเตอรี่เข้าสู่จุดที่กำหนด ก่อนเข้าสู่กระบวนการแยกชิ้นส่วนและทำให้แบตเตอรี่ปลอดประจุไฟฟ้า (Discharge) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไฟฟ้าคงค้าง ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล หรือใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น สำหรับแบตเตอรี่ที่ยังมีประสิทธิภาพเพียงพอ จะพิจารณาจากค่า State of Health (SOH) เพื่อประเมินว่าสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ Repurpose ได้หรือไม่ เช่น การนำเซลล์แบตเตอรี่มาประกอบใหม่เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ขณะที่แบตเตอรี่ที่ไม่เหมาะกับการใช้งานต่อจะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อแยกวัสดุสำคัญ เช่น ลิเทียม และวัสดุอื่นๆ กลับมาใช้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าสเกลของแบตฯ มันมีมากขนาดไหน ยังไม่มีใครรวบรวมข้อมูลตรงนี้ไว้ แต่เบื้องต้น สศอ. กำลังทำข้อมูลนี้อยู่ ดังนั้นการออกแบบนิคมจึงไม่ได้มองเฉพาะปลายทาง แต่ต้องเชื่อมโยงกลับไปถึงต้นทาง โดยเฉพาะการกำหนดบทบาทของค่ายรถยนต์ในการรับคืนแบตเตอรี่ การจัดทำ Battery Passport และระบบติดตามแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าแบตเตอรี่แต่ละชุดอยู่ที่ใดและเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่มีการหยิบยกขึ้นหารือ คือ การกำหนดกลไกให้ผู้ซื้อรถ EV มีค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งสำหรับการจัดการแบตเตอรี่ในอนาคต คล้ายระบบที่ใช้ในบางประเทศ เพื่อสร้างเงินหรือกลไกทางเศรษฐกิจรองรับการนำแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ระบบเมื่อหมดอายุการใช้งาน ซึ่งการกำหนดให้ค่ายรถรับคืนแบตเตอรี่จำเป็นต้องพิจารณากฎหมายและบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ นอกจากนี้ หากเดินหน้าได้ตามแผนการพัฒนานิคมอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีในการออกแบบ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างระบบรวบรวมแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเพียงพอ ก่อนเข้าสู่ระดับที่เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยภายในปี 2569 นี้จะต้องเห็นแผนทั้งหมดเพื่อสรุปว่าจะทำรูปแบบใด

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. จีนเผยยอดค้าปลีก-ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนก.ค.โตต่ำกว่าคาด อัตราว่างงานเพิ่ม บ่งชี้เศรษฐกิจยังอ่อนแอ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานว่า ยอดค้าปลีกขยับขึ้นเพียง 0.6% ในเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนมิถุนายน ที่เพิ่มขึ้น 1% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 1.5% ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคม ปรับตัวขึ้น 4.5% เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากเดือนมิถุนายน ที่ขยายตัว 5.3% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.8% ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมือง ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ปรับตัวลง 6.7% ในช่วง 7 เดือนแรกนับจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 6% และหนักกว่าช่วง 6 เดือนแรกที่ลดลง 5.7% นอกจากนี้ รายงานของสำนักงานสถิติฯ ยังระบุว่า อัตราว่างงานในเขตเมืองของจีนเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5.2% ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 5% ในเดือนมิถุนายน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าว ได้ตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของจีนซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก อันเป็นผลมาจากความไร้สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าว ยังสะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจีนต้องเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเหล่านี้มีขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติฯ รายงานก่อนหน้านี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 และต่ำกว่ากรอบเป้าหมายการเติบโตตลอดปีที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ที่ 4.5%-5%

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)