ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนสิงหาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. รมว.อุตฯ จ่อเสนอครม.ดันเหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐาน เป็นสินค้าควบคุม คาดมีผลต้นปี 70 สกัดเหล็กด้อยคุณภาพนำเข้า (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงเร่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นเคลือบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐาน จากเดิมเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจ ยกระดับเป็น “สินค้าควบคุม” เพื่อป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำเข้าสู่ตลาด โดยที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กไทยเผชิญแรงกดดันจากเหล็กนำเข้าราคาถูกและการทุ่มตลาด ทำให้ผู้ผลิตในประเทศแข่งขันได้ยาก การกำหนดมาตรฐานให้เป็นสินค้าควบคุม จะทำให้เหล็กที่ขายในไทย ไม่ว่าจะผลิตในประเทศหรือนำเข้า ต้องผ่านมาตรฐานเดียวกันโดยมาตรฐานที่จะยกระดับมี 4 รายการ ได้แก่ มอก. 2131-2567 เหล็กชุบสังกะสีเคลือบสี หรือ PPGI สำหรับหลังคา ผนังอาคาร และงานก่อสร้าง, มอก. 2753-2567 เหล็กอลูซิงค์เคลือบสี หรือ PPGL ที่เด่นด้านกันสนิมและสะท้อนความร้อน, มอก. 2981-2567 เหล็ก ZAM ที่มีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง เหมาะกับโครงสร้างโซลาร์เซลล์และงานกลางแจ้ง และ มอก. 3059-2567 เหล็กเคลือบสังกะสี อะลูมิเนียม และแมกนีเซียม สำหรับงานที่ต้องการทั้งความแข็งแรงและทนสนิม เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ทั้งนี้ หัวใจสำคัญคือ เหล็กทั้ง 4 กลุ่ม ต้องผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งความทนละอองน้ำเกลือ ซึ่งบางมาตรฐานกำหนดการทดสอบยาวถึง 2,000 ชั่วโมง ความแข็งแรงและการติดแน่นของสี ความทนแรงกระแทกการสะท้อนแสงอาทิตย์ ตลอดจนความต้านแรงดึงและความเค้นคราก เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กมีความทนทานและเหมาะสมกับการใช้งานจริง

อย่างไรก็ตาม หาก ครม. เห็นชอบคาดว่ามาตรฐานทั้ง 4 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2570 เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายมีเวลาเตรียมความพร้อม โดยสินค้าจะต้องผ่านมาตรฐานและมีใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนดจึงจะผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายได้ สำหรับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตเดิมอยู่แล้ว สามารถเปลี่ยนจากใบอนุญาต มอ.2 สำหรับมาตรฐานภาคสมัครใจ เป็น มอ.4 สำหรับสินค้าควบคุมได้ทันที โดยไม่ต้องตรวจโรงงานหรือเก็บตัวอย่างใหม่ เพื่อลดภาระและไม่ให้กระทบผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรฐานอยู่แล้ว ทั้งนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้ปิดกั้นสินค้านำเข้า แต่กำลังสร้างกติกาเดียวกันให้ทุกฝ่ายแข่งขันกันบนคุณภาพ ใครจะผลิตหรือนำเข้าเหล็กมาขายในไทย ต้องมั่นใจว่าได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ และอุตสาหกรรมเหล็กไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

 

นายศุภกิจ บุญศิริ

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)

 

 

2. สศอ. รับหั่นประมาณการดัชนีเอ็มพีไอปีนี้เหลือ 0.0-0.5% (ที่มา: เว็บไซต์ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2569)

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหรือเอ็มพีไอ (MPI) ปี 2569 จะขยายตัวที่ในช่วงระหว่าง 0.0-0.5% ขณะที่อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพี (GDP) ภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะขยายตัวในช่วงระหว่าง 0.75-1.75% ลดลงจากเดิมที่เคยประเมินทั้งสองค่าไว้ในช่วง 1.0-2.0% เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศ กับคู่ค้าหลักที่ยังมีทิศทางเติบโต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่เกี่ยวข้องกับ AI และดาต้า เซ็นเตอร์ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป ทั้งนี้ แม้แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนสิงหาคม 2569 ยังส่งสัญญาณปกติ จากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ยังมีแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตในประเทศ อีกทั้งยังต้องเฝ้าระวังด้านปัจจัยต่างประเทศจากความกังวลต่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตในบางประเทศ สำหรับดัชนีเอ็มพีไอเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 94.80 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.46% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามกระแส AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งผลต่อเนื่องไปยังการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบ ความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ อาจส่งผลต่อบรรยากาศการส่งออกและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ รวมถึงการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานและการค้า ส่วนการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ชะลอลงอาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม แต่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังสามารถปรับตัว การบริหารจัดการต้นทุน และการรักษาระดับการผลิตได้อย่างเหมาะสม

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

 

3. ชู 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับเทคโนโลยี (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเปิดงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026)ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยโจทย์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุน แต่ต้องทำให้การลงทุนช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศอย่างเต็มที่ บีโอไอจึงให้ความสำคัญกับ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1. การมุ่งส่งเสริม อุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพและ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 2. การสร้างความพร้อมและเพิ่ม ความน่าดึงดูดของประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของบริษัทชั้นนำ 3. การสร้างประโยชน์สูงสุด จากการลงทุนผ่านการสร้างงานและพัฒนาทักษะบุคลากร ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของ ห่วงโซ่อุปทานในประเทศและเชื่อม โยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และ 4. การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อดึงศักยภาพและโอกาสของผู้ประกอบการไทยในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงเดือนมิถุนายน 2569 อุตสาหกรรม PCB และชิ้นส่วนได้ทำให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยแล้ว กว่า 331,000 ล้านบาท จาก 224 โครงการ หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง หมด ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 1 ล้านล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อศักยภาพและความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเกาหลีใต้ดีขึ้นต่อเนื่องเดือนส.ค. ขานรับภาคบริการฟื้นตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2569)

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกันในเดือนสิงหาคม 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของรายได้ในภาคบริการ ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวม (CBSI) ของทุกภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 1.1 จุดจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 99.6 ในเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.8 จุดในเดือนกรกฎาคม โดยการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของรายได้ในภาคบริการ เช่น การขนส่งและคลังสินค้า รวมถึงอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตก็ยังคงมีมุมมองบวก โดยได้รับแรงหนุนจากความเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแยกตามภาคส่วน ดัชนี CBSI ในกลุ่มผู้ผลิต เพิ่มขึ้น 0.6 จุด สู่ระดับ 103.8 ส่วนดัชนี CBSI ในกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้ผลิต เพิ่มขึ้น 1.5 จุด แตะที่ 96.7

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากผลการสำรวจกลุ่มผู้ผลิต 1,770 ราย และกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้ผลิต 1,400 ราย ระหว่างวันที่ 10-18 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ ด้านดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ (ESI) ซึ่งสะท้อนมุมมองครอบคลุมทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค เพิ่มขึ้น 1.5 จุดจากเดือนก่อนหน้า แตะที่ 99.4 ในเดือนสิงหาคม

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)