ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกันยายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. 'วราวุธ' ย้ำภาษี EV ต้องสร้างแต้มต่อเท่ากัน ป้องกันรถนำเข้าได้เปรียบรถผลิตไทย (ที่มา: เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 11 กันยายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ตนได้มีข้อเสนอแนะเรื่องการลงทุนในด้าน EV จากบริษัทต่างชาติ อยากให้เน้นเกี่ยวกับเรื่องการสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพราะวันนี้ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นจุดแข็งที่สำคัญของวงการอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่เป็นในหลายๆ อุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาป (ICE Car) ไปสู่รถยนต์อีวีนั้น ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานหรือส่งเสริมศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน นอกจากนี้ อยากส่งเสริมให้มีการสร้างบุคลากร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศไทยด้วย เพราะการลงทุนที่สำคัญไม่ได้สำคัญว่า เราได้เม็ดเงินเท่าไหร่ แต่สามารถนำองค์ความรู้มาพัฒนาของบุคลากรและการทำงานในประเทศไทยได้ ซึ่งวันนี้การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีฃต้องเปลี่ยนผ่านบุคลากรด้วย รวมไปถึงสถาบันการศึกษา ซึ่งวันนี้นอกจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แล้ว ยังมีอาชีวศึกษา วิทยวิทยาลัยเทคนิคในกระทรวงศึกษาธิการ ที่จำเป็นต้องปรับองค์ความรู้ในการศึกษาเกี่ยวกับการซ่อมรถยนต์ จึงต้องสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV จะสามารถสกัดไม่ให้มีการย้ายฐานการผลิตของบริษัทรถยนต์สันดาปได้หรือไม่ ซึ่งคิดว่าเป็นหนึ่งในความจูงใจไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่นำเข้าหรือรถยนต์ที่ผลิตในประเทศให้มีแต้มต่อที่เท่ากันไม่มีได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และทำให้เกิดความต้องการในประเทศ โดยบางมาตรการ อย่างเช่นการขึ้นภาษีสรรพสามิต ก็มีบางค่ายที่สนับสนุน บางค่ายมีข้อกังวลอยู่ จึงต้องหาวิธีเยียวยา ซึ่งการมาลงทุน แสดงว่าเขาพิจารณาแล้วว่าจะเป็นประโยชน์กับบริษัทเขา ซึ่งประเทศไทยยินดีต้อนรับนักลงทุนทุกพื้นที่ แต่เมื่อมาแล้วคิดว่าจะต้องเติบโตไปด้วยกัน มีความยั่งยืน และความเข้มแข็ง ในส่วนรถยนต์สันดาปจะมีมาตรการด้วย ซึ่งฐานการผลิตของรถยนต์สันดาปในประเทศไทยก็มีความสำคัญกับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย เพราะเขาพาเรามาถึงตรงนี้วันนี้เมื่อเจอปัญหาจึงไม่ใช่ทิ้งกันต้องมาหาวิธีแก้ไขและเดินไปด้วยกัน

 

 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

2. พลิกวิกฤตเอสเอ็มอีไทย ก.อุตฯ เร่งอัดฉีดทุน-พัฒนาธุรกิจ (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 10 กันยายน 2569)

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ให้ข้อมูลถึงมาตรการช่วยเหลือ SME ว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี ภายใต้วงเงิน 20,000,000 บาท โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ให้มีขีดความสามารถและมีศักยภาพเพิ่มขึ้น ครอบคลุม 400 กิจการ 1,000 คน จำนวน 3 โครงการ โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเป็นจำนวน 209.56 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.48 เท่าของงบประมาณ โดยโครงการที่ 1: โครงการเสริมแกร่งธุรกิจ การเงินดีมีทุนหนุนเติบโต (Financial Shield) มุ่งสร้างทักษะการจัดการการเงิน เสริมสภาพคล่อง และบริหารหนี้ กลุ่มเป้าหมายจำนวน 100 กิจการ/400 คน ผ่านกิจกรรมการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจและบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ จำนวน 3 วัน การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก และอบรม In-house Training จำนวน 6 Man-day พร้อมจัดคลินิก ให้คำปรึกษาแนะนำแก่เอสเอ็มอีที่มีความต้องการยื่นคำขอสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ โดยมุ่งเป้าให้ SME มีศักยภาพในการชำระหนี้ที่ดีขึ้นและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการที่ 2: โครงการพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจเพิ่มผลผลิตพิชิตต้นทุน (Productivity Accelerator) มุ่งปรับเปลี่ยนการบริหารธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดต้นทุนและเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม กลุ่มเป้าหมายจำนวน 200 กิจการ/400 คน ผ่านกิจกรรมวินิจฉัยปัญหา ให้คำปรึกษาด้านดิจิทัล/นวัตกรรม/สิ่งแวดล้อม และอบรม In-house Training จำนวน 6 Man-day เพื่อส่งเสริมให้ SME มีขีดความสามารถและผลิตภาพเพิ่มขึ้นในระยะยาว โครงการที่ 3: โครงการเตรียมพร้อมธุรกิจ ขยายโอกาสยกระดับสู่อนาคต (Global & Future Readiness) มุ่งยกระดับศักยภาพธุรกิจสู่สากล ขยายตลาดใหม่ และพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ESG กลุ่มเป้าหมายจำนวน 100 กิจการ / 200 คน ผ่านกิจกรรมอบรม ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก และเชื่อมโยงคู่ค้าทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนขยายตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานระดับสากล และการเตรียมความพร้อมด้าน ESG ของธุรกิจ ซึ่งการดำเนินงานทั้ง 3 โครงการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ในการติดอาวุธและพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับทุกโอกาสและพร้อมสำหรับการก้าวข้ามทุกความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กองทุนได้ดำเนินการปล่อยสินเชื่อ เสือติดปีก และสินเชื่อคงกระพัน วงเงินรวม 1,500 ล้านบาท เพื่อประคองสภาพคล่องและติดอาวุธนวัตกรรมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจภูมิภาค โดยโครงการ "เสือติดปีก" รอบ 2 จะทำหน้าที่อัดฉีดทุนเพื่อการปรับตัว เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน มีกรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการ คงกระพัน รอบ 2 จะทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันทางธุรกิจ เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการมีกำลังเพียงพอในการรักษาประคองกิจการ และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ (คงกระพัน) รอบ 2 กรอบวงเงิน 500 ล้านบาท รวมทั้งได้มีมาตรการโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) วงเงินโครงการ 500 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้เดิมของกองทุน ที่ต้องการเติมทุน เพื่อต่อยอดธุรกิจและคงสภาพการจ้างงาน โดยต้องเป็นลูกหนี้เกรด A หรือชำระดีติดต่อกัน 12 เดือน โดยมีวงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.5-3.5% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 3 ปี ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถพึ่งพาตนเอง   ได้อย่างยั่งยืน และนำพาธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว และขณะนี้ ผลการดำเนินโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) ปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ จำนวน 1,031 ราย เบิกจ่ายแล้ว จำนวน 1,473.19 ล้านบาท

 

นางดวงดาว ขาวเจริญ

รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

3. "กระทรวงอุตฯ" ปิดหลักสูตร AI Marketing มอบรางวัล 10 Super MIND STAR ดันจับคู่ธุรกิจทะลุ 10 ล้าน (ที่มา: เว็บไซต์สยามรัฐ, ประจำวันที่ 8 กันยายน 2569)

นางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการยกระดับศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจสู่สากล หลักสูตร "AI Marketing for SME Transformation" กิจกรรมเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Business Networking)  โครงการปั้นผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งจัดขึ้นโดยกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ห้องแกรน์พาลาโซ โรงแรมเดอะพาลาโซ กรุงเทพฯ โดยภายในงานได้มอบใบประกาศเกียรติคุณโล่รางวัลและเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ โดยมีการมอยโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ "สุดยอดผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมคู่ชุมชน (Super MIND STAR)" จำนวนทั้งสิ้น 10 กิจการ เพื่อแสดงความยินดีและมอบนโยบายในการขับเคลื่อนธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมไทยเติบโตและยั่งยืนเคียงคู่ชุมชน ซึ่งการอบรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สำคัญในการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ในการตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่ม การขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ตลอดจนการเปิดโอกาสสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ยังได้รับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในปัจจุบัน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ประกอบการทุกท่านจะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการอบรมตลอดทั้ง 3 วัน ไปต่อยอดให้เกิดโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปลงมือทำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความแตกต่างให้สินค้านำพาธุรกิจไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนควบคู่ไปกับชุมชน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ยอดส่งออกรถยนต์จีนเดือนส.ค. พุ่ง 77.5% สวนทางยอดขายในประเทศร่วง 11 เดือนติด (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 9 กันยายน 2569)

สมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 77.5% เมื่อเทียบรายปี แตะ 894,000 คัน แม้อัตราการเติบโตชะลอลงจาก 88.2% ในเดือนกรกฎาคม หลังผู้ผลิตรถยนต์จีนเร่งขยายตลาดต่างประเทศ โดย CPCA ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศลดลง 23.7% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1.55 ล้านคัน ซึ่งนับเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 และรุนแรงขึ้นจากเดือนกรกฎาคม ซึ่งยอดขายลดลง 21.1% เมื่อเทียบรายปี สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปลั๊กอินไฮบริด ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 154.7% เมื่อเทียบรายปี สวนทางกับยอดขายในประเทศที่ลดลง 10.1% เมื่อเทียบรายปี ทั้งนี้ บีวายดี (BYD) และจีลี่ ออโต้ (Geely Auto) ทำสถิติส่งออกรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิงหาคม 2569 ขณะที่ค่ายรถจีนเดินหน้ารุกตลาดยุโรปและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ด้วยรถยนต์ที่มีราคาจูงใจและเทคโนโลยีที่แข่งขันได้ แม้หลายประเทศเริ่มเพิ่มข้อจำกัดทางการค้าต่อรถยนต์จีน

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ CPCA คาดการณ์ว่า จีนจะส่งออกรถยนต์ได้ 12 ล้านคันในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 18-20 ล้านคันต่อปีภายในปี 2573 ทั้งนี้ การเร่งส่งออกรถยนต์ของจีนยังทำให้เกิดความกังวลว่า สงครามราคาที่รุนแรงในตลาดจีนอาจขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้ออกแนวทางใหม่สำหรับการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ โดยเตือนค่ายรถไม่ให้ลดราคาอย่างถี่หรือรุนแรงเกินไป รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามกฎ โดยผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน รวมถึง บีวายดี, จีลี่ และเชอรี (Chery) ต่างให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำกับดูแลยังไม่ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)