ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. ชี้อุตฯ สร้างบ้าน เชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ แนะเร่งยกระดับรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ (ที่มา: เว็บไซต์ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 18 กันยายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในฐานะเป็นประธานพิธีเปิดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย แต่มีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ เหล็ก กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา เครื่องปรับอากาศ และวัสดุก่อสร้างประเภทต่างๆ ไปจนถึงผู้รับเหมา ผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน สถาปนิก วิศวกร แรงงาน และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง ดังนั้น เมื่อธุรกิจรับสร้างบ้านเติบโต ย่อมส่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปยังภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับเพียงความสวยงามและความแข็งแรง ไปสู่บ้านที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการอยู่อาศัย ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตใหม่ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว งาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” จึงมีความสำคัญมากกว่าการเป็นพื้นที่จัดแสดงแบบบ้านและวัสดุก่อสร้าง แต่เป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้ผลิต เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้บริโภค ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมก่อสร้างและที่อยู่อาศัยไทย ซึ่งประเด็นสำคัญควบคู่กับการพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยี คือ มาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและเป็นความต้องการพื้นฐานของประชาชนการยกระดับมาตรฐานของผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม จึงไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค แต่ยังเป็นกลไกยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมไทยในภาพรวม โดยเมื่อธุรกิจรับสร้างบ้านเติบโตย่อมหมายถึงการสร้างเศรษฐกิจให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านที่มีบทบาทในการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานธุรกิจ รวมถึงเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน พร้อมหวังว่างาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2026” จะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจเกี่ยวเนื่องของไทยมีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในอนาคต

 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

2. อัดงบช่วยเอสเอ็มอีหนีตาย กองทุนประชารัฐผุด 3 โครงการฟื้นชีพจรด่วน (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 16 กันยายน 2569)

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหาร กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2569 กรมบัญชีกลางได้อนุมัติแผนงานโครงการส่งเสริมพัฒนา และส่งเสริมเอสเอ็มอี วงเงิน 20 ล้านบาท ครอบคลุม 400 กิจการ รวม 1,000 คน โดยอ้างอิงจากผลสำรวจความต้องการปีงบประมาณ 2568 พบว่า เอสเอ็มอี ต้องการพัฒนา ด้านการตลาดมากที่สุด 33.33% รองลงมา คือ ด้านการเงิน 23.28% เป็นต้น กองทุนฯ จึงได้ขับเคลื่อน 3 โครงการหลัก เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 209.56 ล้านบาท หรือ 10.48 เท่าของงบประมาณ ประกอบด้วย 1. โครงการเสริมแกร่งธุรกิจ ใช้วงเงิน 5.86 ล้านบาท เวลาดำเนินการ 6 เดือน มีผลผลิต 100 กิจการ และ 400 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรม สำหรับเอสเอ็มอีทุกสาขา ที่ได้รับสินเชื่อ เพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ด้านการเงิน ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก (วินิจฉัยสถานะทางการเงิน แก้ปัญหาหนี้เบื้องต้น) โดยมีตัวชี้วัดคือ 80% ของกิจการที่ปรึกษา สามารถชำระหนี้ดีขึ้น 10% เข้าถึงแหล่งทุนได้ 10% เป็นต้น คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 48 ล้านบาท หรือ 8.19 เท่าของงบประมาณ 2. โครงการพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจเพิ่มผลผลิตพิชิตต้นทุน ใช้วงเงิน 8.8 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน มีผลผลิต 200 กิจการ และ 400 คน สำหรับเอสเอ็มอีทุกสาขา ที่ได้รับสินเชื่อไม่น้อยกว่า 50% โดยมีตัวชี้วัดคือ 80% ของกิจการที่เข้าร่วมโครงการ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 10% และ 80% ของผู้ที่ได้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้เพิ่มขึ้น คาดว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 92.32 ล้านบาท หรือ 10.49 เท่าของงบประมาณ และ 3. คือ โครงการเตรียมพร้อมธุรกิจ ใช้วงเงิน 5.34 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน มีผลผลิต 100 กิจการ และ 200 คน เจาะกลุ่มอุตสาหกรรม ที่มีศักยภาพ ที่รับสินเชื่อไม่น้อยกว่า 50% ผ่านกิจกรรมอบรม การวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ โดยมีตัวชี้วัดคือ 80% ของกิจการ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่ 60% ของกิจการมีความพร้อมในการขยายตลาดใหม่ และ 80% ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้เพิ่มขึ้น คาดว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 69.24 ล้านบาท หรือ 12.97 เท่าของงบประมาณ

 

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม)

 

 

3. เร่งฟื้นฟู-เสริมแกร่ง SMEs ไทย หวังรอดตายเติบโตอย่างยั่งยืน (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 14 กันยายน 2569)

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) เพื่อเร่งฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่งให้กับ SMEs แบบครบวงจรผ่านการทำงาน เชิงรุก 3 ระยะ ได้แก่ 1. วินิจฉัยสถานประกอบการเชิงลึก 2. ให้คำปรึกษาเชิงลึก และ 3. สร้างโอกาสทางการตลาดและเชื่อมโยงธุรกิจ ตั้งเป้าสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs สามารถปรับตัวสร้างมูลค่าใหม่ แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และปัจจัยเสี่ยงทางธุรกิจในปัจจุบัน ให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถ ในการแข่งขันในระยะยาว โดยมีเป้าหมายการดำเนินการ 800 กิจการ ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสอบถามข้อมูลได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. จีนเผยยอดค้าปลีกเดือนส.ค.โตต่ำกว่าคาด การลงทุนทรุดต่อเนื่อง ขณะอุปสงค์-อุปทานยังไร้สมดุล (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 16 กันยายน 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานว่า ยอดค้าปลีกของจีนขยับขึ้นเพียง 0.4% ในเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากเดือนกรกฎาคม ที่ปรับตัวขึ้น 0.6% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.8% ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคม 2569 พุ่งขึ้น 5.2% โดยเร่งตัวขึ้นจากเดือนกรกฎาคมที่ปรับตัวขึ้น 4.5% และแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 4.8% ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมือง ซึ่งรวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ร่วงลง 7.2% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี (มกราคม - สิงหาคม) เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งรุนแรงกว่าในช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม - กรกฎาคม) ที่ลดลง 6.7% และสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยผลสำรวจยังบ่งชี้ว่า อัตราว่างงานในเขตเมืองของจีนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.3% ในเดือนสิงหาคม จากระดับ 5.2% ในเดือนกรกฎาคม โดยแถลงการณ์ของสำนักงานสถิติฯ ระบุถึงความไม่สมดุลอย่างมากระหว่างอุปทานที่แข็งแกร่งกับอุปสงค์ที่อ่อนแอภายในประเทศ และเสริมว่าภาคธุรกิจบางส่วนยังคงเผชิญความยากลำบากในการดำเนินงาน พร้อมกับระบุว่า จีนควรต้องตระหนักว่าผลกระทบเชิงลบจากปัจจัยแวดล้อมภายนอกได้ทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติฯ ได้เรียกร้องให้มีการยกระดับการปรับนโยบายระดับมหภาคและกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าปรับปรุงภาคอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไว้

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)