ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. 'วราวุธ' ลั่นน้ำท่วมไม่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 29 กันยายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะที่กำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมของประเทศ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้มีความแตกต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เนื่องจากในปี 2554 เป็นมวลน้ำหลากมาจากทางภาคเหนือไหลลงมาท่วมพื้นที่ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา แต่ละนิคมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการสร้างคันกั้นน้ำรอบพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้วทุกแห่ง แต่สำหรับสถานการณ์ในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา เกิดจากสภาวะหย่อมความกดอากาศต่ำแช่ตัวในกรุงเทพฯ ไม่เคลื่อนตัวออกไปทำให้เกิดฝนตกหนักสะสม และขังอยู่ในพื้นที่ตัวนิคมอุตสาหกรรมโดยตรง ทั้งนี้ จากรายงานเบื้องต้นยังไม่พบความเสียหายเชิงเศรษฐกิจในนิคมอุตสาหกรรม หรือมีความเสียหายเกิดขึ้นกับโรงงานอุตสาหกรรมในส่วนสำคัญ แม้จะมีน้ำเอ่อล้นเข้าพื้นที่ส่วนกลางบ้าง แต่ยังไม่เข้าถึงจุดสำคัญ โดยผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้จัดเตรียมกระสอบทรายและมาตรการป้องกันพื้นที่ของแต่ละโรงงานไว้แล้ว ซึ่งหากมีประเด็นความเสียหายเกิดขึ้น ทาง กนอ. พร้อมที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนและดูแลทันที ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ปัจจุบันพบน้ำท่วมขังในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม โดยมีระดับน้ำสูงตั้งแต่ประมาณ 20 เซนติเมตร ถึงเกือบ 50 เซนติเมตร ขณะนี้ กนอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังและนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลกำลังลดลง ไม่ใช่น้ำทะเลหนุนสูง จึงต้องฉวยโอกาสนี้เร่งระบายน้ำออกจากทุกพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำว่าการสูบระบายน้ำออกจากนิคมฯ ไปยังลำคลองและทางระบายน้ำ ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในชุมชนโดยรอบด้วย เนื่องจากประชาชนก็ประสบปัญหาน้ำท่วมจากปริมาณฝนที่ตกหนักเช่นกัน ตนได้กำชับให้ผู้ว่าการ กนอ. เข้าไปดูแลชุมชนรอบนิคมฯ อย่างใกล้ชิด ซึ่งในนิคมฯ บางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นนิคมเทคโนโลยีสูง (Hi-Tech) มีความจำเป็นต้องปกป้องระดับน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมไว้ แต่หากการสูบน้ำออกส่งผลกระทบให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน กนอ.ก็พร้อมเข้าไปช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้ตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ส่วนสถานการณ์ตอนนี้ ตราบใดที่สภาพอากาศยังครึ้มฝนก็ยังไม่สามารถประมาทได้ เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้อัตราการระเหยของน้ำไปก่อตัวเป็นเมฆเพิ่มขึ้น โดยจากการติดตามการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆล่าสุด พบว่าเริ่มเคลื่อนตัวไปทางตอนเหนือของประเทศไทยแล้ว และคาดว่าภายใน 1-2 วันจะเคลื่อนผ่านประเทศไทยออกไป ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่าปริมาณฝนในพื้นที่น่าจะเบาลง

 

นายณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

2. ย้ำ 3 โครงการเร่งด่วน อุ้มเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤต (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 29 กันยายน 2569)

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนฯ ได้จัดทำโครงการขับเคลื่อนและพัฒนาเอสเอ็มอี ผ่าน 3 แผนงานประกอบด้วย 1. โครงการเสริมแกร่งธุรกิจ การเงินดี มีทุนหนุนเติบโต (Financial Shield) ที่เน้นสร้างทักษะการบริหารจัดการการเงิน การเสริมสภาพคล่อง และการจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันได้ส่งทีมที่ปรึกษาลงพื้นที่สถานประกอบการเพื่อแนะนำเชิงลึก เพื่อจัดทำ “คลินิกให้คำปรึกษา” ในการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อในลำดับต่อไป 2. โครงการพัฒนาประสิทธิภาพ ธุรกิจเพิ่มผลผลิตพิชิตต้นทุน ที่จะเน้นการปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดต้นทุน ลดการสูญเสีย ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า โดยปัจจุบันทีมที่ปรึกษาได้ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก พร้อมจัดฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่สถานประกอบการ และ 3. โครงการเตรียมพร้อมธุรกิจ ขยายโอกาสยกระดับสู่อนาคต ที่เน้นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ครอบคลุมการวิเคราะห์ตลาดใหม่ มาตรฐานระดับสากล ปัจจุบันอยู่ระหว่างการให้ที่ปรึกษาเข้าตรวจประเมิน เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมเชื่อมโยงคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขณะนี้ทั้ง 3 โครงการได้ดำเนินงานครอบคลุมเอสเอ็มอี 400 กิจการ และแรงงาน 1,000 คน

อย่างไรก็ตาม กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ได้เร่งการพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอี ให้พร้อมรับทุกโอกาส หากทั้ง 3 โครงการดำเนินแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับความแข็งแกร่งให้เอสเอ็มอี สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น ตลอดจนเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดธุรกิจในอนาคต

 

นายศุภกิจ บุญศิริ

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)

 

 

3. รื้อฐาน 'ดัชนี MPI' สศอ.อัปเป้าใหม่ปี 69 พุ่ง 3.75% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569)

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมานายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้ขับเคลื่อนการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยให้เป็นปัจจุบัน ครอบคลุมการลงทุนใหม่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดโลก โดย สศอ.ได้บรรจุ 3 ผลิตภัณฑ์ไฮเทคใหม่ เข้าสู่ชุดข้อมูลดัชนี MPI ได้แก่ 1. อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณแบบออปติคอล 2. เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป และ 3. เครื่องสำรองไฟฟ้าสำหรับหน่วยประมวลผล รวมถึงเพิ่มตัวอย่างโรงงานใหม่ 28 แห่ง ในกลุ่ม Integrated Circuits (IC) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมปรับปรุงข้อมูลย้อนหลังไปจนถึงปี 2567 ทำให้การจัดทำดัชนีครอบคลุมกิจกรรมการผลิตมากขึ้น ซึ่งผลของการปรับปรุงส่งผลให้ดัชนี MPI เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัว 4.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราการใช้กำลังการผลิตขยับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 58.28% แต่หากไม่มีการปรับเพิ่มความครอบคลุมชุดข้อมูลใหม่ ดัชนี MPI จะอยู่ที่ระดับเพียง 96.04 โดยปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ดัชนี MPI ขยายตัว ได้แก่ ความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่เติบโตต่อเนื่อง, แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อประชาชนในประเทศ, การอ่อนค่าของเงินบาท เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านราคาในตลาดต่างประเทศ รวมถึงการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งผันผวนสูงจนกระทบต่อต้นทุนการผลิต, ความตึงตัวในการจัดหาวัตถุดิบอย่างเม็ดพลาสติก ตลอดจนการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจากการปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณดัชนีให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจ และโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นจริง สศอ. จึงปรับเพิ่มประมาณการดัชนี MPI ปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 2.75-3.75% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม ที่คาดไว้ 0-0.5% พร้อมปรับเพิ่มประมาณการ GDP ภาคอุตสาหกรรม ปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 0.8-1.8% จากเดิมคาดไว้ 0.75-1.75% สำหรับระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในภาพรวมเดือนกันยายน 2569 ส่งสัญญาณอยู่ในระดับปกติ โดยได้รับปัจจัยบวกภายในประเทศจากการลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และความเชื่อมั่นคำสั่งซื้อในกลุ่มยางพาราแปรรูป บรรจุภัณฑ์พลาสติก อาหารและเครื่องดื่ม แต่ปัจจัยต่างประเทศยังคงต้องเฝ้าระวัง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงานและค่าขนส่ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการพัฒนาดัชนี MPI ในระยะถัดไป เนื่องจากปัจจุบันการคำนวณดัชนียังใช้วิธีถ่วงน้ำหนักแบบคงที่ (Fixed Weight) โดยใช้ปี 2564 เป็นปีฐาน แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจนอาจใช้เวลาน้อยกว่า 5 ปี สศอ. จึงกำลังศึกษาเตรียมทดสอบนำแนวทางการคำนวณแบบ Chain-linked volume index (Chain-link Approach) หรือการเชื่อมโยงดัชนีแบบต่อเนื่องด้วยการปรับถ่วงน้ำหนักเป็นรายปี/ทุก 2-3 ปี มาประยุกต์ใช้เช่นเดียวกับสิงคโปร์ เพื่อให้ดัชนี MPI สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ ยืดหยุ่น และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

 

ข่าวต่างประเทศ

 

 

4. จีนเผย PMI ภาคผลิต-บริการกลับมาขยายตัวอีกครั้งในเดือนก.ย. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 30 กันยายน 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.1 ในเดือนกันยายน 2569 จากระดับ 49.8 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีจะดีดตัวขึ้นแตะระดับ 50.1 โดยดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตของจีนกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 3 เดือน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงอย่างต่อเนื่องได้ผลักดันให้ผู้กำหนดนโยบายของจีนเร่งออกมาตรการกระตุ้นเพื่อฟื้นฟูการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ทางด้าน ฮั่ว ลี่ฮุย นักสถิติของ NBS กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ดัชนี PMI ภาคการผลิตขยายตัวขึ้นเล็กน้อยในเดือนกันยายน มาจากการเร่งตัวขึ้นของกิจกรรมในภาคการผลิตอุปกรณ์ การผลิตที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค ส่วนดัชนี PMI นอกภาคการผลิต ซึ่งรวมถึงกิจกรรมในภาคบริการและการก่อสร้าง ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 50.2 ในเดือนกันยายน จากระดับ 49 ในเดือนสิงหาคม เนื่องจากกิจกรรมทางธุรกิจในภาคบริการปรับตัวดีขึ้น และกิจกรรมในภาคการก่อสร้างพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปีนี้

 

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ผลิตในจีนได้รับประโยชน์จากความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ของผู้บริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอยังคงเป็นข้อกังวลหลัก ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรของภาคธุรกิจ

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)