ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ก.อุต ถกส.อ.ท.เดินหน้าสินค้า MiT-Biofuel เกาะติดคืบหน้าทุก 2 เดือน (ที่มา: มติชนออนไลน์, ประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (MIND x FTI) ว่า การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญต่อการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิต กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันจากต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงพร้อมทำงานร่วมกับ ส.อ.ท. อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเสนอจากภาคเอกชนสามารถนำไปสู่การกำหนดแนวทาง มาตรการ และกลไกสนับสนุนที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยการประชุม MIND x FTI จะจัดขึ้นเป็นระยะทุก 2 เดือน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายติดตามปัญหา อุปสรรค และความคืบหน้าของมาตรการต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นที่กระทรวงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมผลักดันกับ ส.อ.ท. ครอบคลุมการส่งเสริมการใช้สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand หรือ MiT) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) รวมถึงข้อเสนออื่นๆ จากภาคอุตสาหกรรม โดยบางประเด็นได้ถูกนำไปผลักดันต่อในที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 แล้ว ทั้งนี้ การหารือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและ ส.อ.ท. ไม่ได้มุ่งเพียงรับทราบปัญหาหรือข้อเสนอของภาคเอกชน แต่ต้องร่วมกันทบทวนสิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว ประเมินอุปสรรคที่ยังเหลืออยู่ และกำหนดแนวทางในระยะต่อไปให้มีความชัดเจน เพื่อให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมเกิดผลเป็นรูปธรรม เป้าหมายสำคัญคือการลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม ยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลก
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. BOI ตีปี๊บ LRT เจ๋งจริง 4 ปี 1.2 หมื่นคน เงินสะพัดครึ่งแสนล. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเปิดตัวมาตรการวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับผู้พำนักระยะยาว หรือ Long-Term Resident Visa (LTR Visa) โดยมอบให้ บีโอไอเป็นผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 เป็นต้นมา เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงให้เข้ามาพำนักและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR ทั้งสิ้น 12,010 คน ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยกว่า 3.6 ล้านบาทต่อคน โดยคำนวณจากค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าใช้จ่ายในประเทศไทยของผู้ถือวีซ่า การลงทุนโดยตรง และรายได้ภาษีจากผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ สำหรับกลุ่มต่างชาติคุณภาพสูงที่มาตรการวีซ่า LTR ดึงเข้ามาได้สำเร็จ ครอบคลุมทั้งกลุ่มบุคลากรทักษะสูงที่ตลาดแรงงานทั่วโลก แข่งขันกันดึงตัว กลุ่มนักลงทุน และกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR จำนวน 12,010 คน ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (Highly-Skilled Professionals) จำนวน 1,779 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานจากประเทศไทยให้กับนายจ้างในต่างประเทศ (Work-from-Thailand Professionals) จำนวน 1,043 คน กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizens) จำนวน 737 คน กลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีฐานะดี (Wealthy Pensioners) จำนวน 4,561 คน และกลุ่มครอบครัวของ 4 กลุ่มแรก (Dependents) จำนวน 3,891 คน ทั้งนี้ ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มต้องผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเฉพาะตาม หลักเกณฑ์ เช่น มูลค่าทรัพย์สิน รายได้ หลักฐานการลงทุน ประสบการณ์ทำงาน ประกันสุขภาพ รวมทั้งการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย โดยผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก อันดับหนึ่ง คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีชั้นนำของโลก มีจำนวนสูงสุดกว่า 2,400 คน รองลงมา คือ ญี่ปุ่นกว่า 1,300 คน และสหราชอาณาจักรกว่า 1,000 คน โดยชาวญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงในกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ สะท้อนให้เห็นว่า ในภาวะที่การแข่งขันดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูง ทั่วโลกทวีความเข้มข้นขึ้นทุกปี ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนนานาชาติอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกในการดึงดูดบุคลากรทักษะสูง วีซ่า LTR จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยดึงดูด Global Talent เข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการอำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ต่อการเข้ามาพำนักและทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังรองรับการลงทุนระลอกใหม่ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมเซมคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI หุ่นยนต์ ฮิวแมนนอยด์ อากาศยาน และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งล้วนต้องการบุคลากรทักษะสูงจำนวนมาก การดึงดูดผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านจากทั่วโลก จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการดึงดูดการลงทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT)
3. ชูไทยฮับพลอยโลก ส่งออกอัญมณีโต รับมือภาษีสหรัฐฯ (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569)
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) เปิดเผยว่า ปีนี้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ประมาณ 10% ขณะที่มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเมื่อรวมทองคำขยายตัวประมาณ 20.02% แต่การส่งออกไม่รวมทองคำมีมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของมูลค่าส่งออกส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการที่ผู้ประกอบการและผู้ซื้อในหลายประเทศปรับตัวเพื่อบริหารความเสี่ยงและรักษามูลค่าทรัพย์สิน ขณะที่ผู้ประกอบการไทยเริ่มปรับโครงสร้างสินค้าเพื่อควบคุมต้นทุนและให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของตลาด สำหรับแนวโน้มตลาดในปีหน้าคาดว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกซื้อจิวเวลรี่ที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาด Mass Market ที่เริ่มหันมาใช้ Stainless Steel เพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดพลอยมีแนวโน้มเติบโตในกลุ่มพลอยเนื้ออ่อนและพลอยชนิดใหม่ที่มีราคาสามารถเข้าถึงได้มากกว่า เช่น Tourmaline, Peridot และ Turquoise ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้าที่มีดีไซน์และเรื่องราวเฉพาะตัวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ทั้งนี้ จุดแข็งสำคัญของไทยยังอยู่ที่การเป็นฮับของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยเฉพาะด้านการเจียระไนและการปรับปรุงคุณภาพพลอย แม้ไทยจะไม่ได้เป็นแหล่งผลิตพลอยดิบทั้งหมด แต่พลอยจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกจำนวนมากยังถูกนำเข้ามาผ่านกระบวนการเจียระไนและปรับปรุงคุณภาพในไทย ก่อนส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะฮับ ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาทำคอลเลกชัน รวมถึงเข้ามาหาพลอยและวัตถุดิบต่างๆ ถ้าหากไทยสามารถรักษาความสามารถด้านการเจียระไนและการปรับปรุงคุณภาพพลอย ไว้ได้ จะเป็นฐานสำคัญในการขยายตัวของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มพลอยเนื้อแข็ง หรือ Precious Stones ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วโลกเข้ามาจัดหาวัตถุดิบ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs และรายย่อย การเข้าสู่มาตรฐาน RJC จึงอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในโรงงาน ทั้งด้านสภาพแวดล้อม กระบวนการผลิต และการจัดหา โดย GIT อยู่ระหว่างหารือแนวทางให้ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานในระดับที่ได้รับการยอมรับสามารถอยู่ในซัพพลายเชนต่อไปได้ พร้อมเสนอให้มีระยะเวลาปรับตัวประมาณ 5 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถทยอยลงทุนและยกระดับมาตรฐานได้ สำหรับความเสี่ยงด้านการค้ากับสหรัฐฯ หากอัตราภาษีที่ไทยได้รับไม่เท่าเทียมกับประเทศคู่แข่ง จะเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มจิวเวลรี่และสินค้าซิลเวอร์ในตลาดราคาจับต้องได้ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนสูง แต่หากอัตราภาษีของไทยอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่ง การแข่งขันจะกลับมาวัดกันที่คุณภาพและ Finishing ของสินค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งของผู้ประกอบการไทย และเป็นปัจจัยที่ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
ข่าวต่างประเทศ
4. PMI สิงคโปร์เดือนก.ย. ยังโตแรง หนุนจ้างงานเพิ่มแม้ต้นทุนพุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569)
เอสแอนด์พี โกลบอล มาร์เก็ต อินเทลลิเจนซ์ (S&P Global Market Intelligence) เปิดเผยรายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคเอกชนของสิงคโปร์ ลดลงสู่ระดับ 58.1 ในเดือนกันยายน 2569 จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการสำรวจที่ 59.4 ในเดือนสิงหาคม แต่ยังคงสะท้อนถึงการขยายตัวที่แข็งแกร่งของสภาวะทางธุรกิจ โดยดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว ทั้งนี้ ดัชนี PMI ภาคเอกชนของสิงคโปร์ล่าสุดหลังปรับค่าตามฤดูกาลแล้ว บ่งชี้ถึงการปรับตัวดีขึ้นอย่างมากของกิจกรรมในภาคเอกชน ซึ่งเป็นการปิดฉากไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งสำหรับเศรษฐกิจสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ทางด้านจิ้งอี พาน รองผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของเอสแอนด์พี โกลบอล มาร์เก็ตอินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า ตัวเลข PMI เดือนกันยายน 2569 เผยให้เห็นว่า อุปสงค์ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยผลักดันให้กิจกรรมทางธุรกิจปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง และเป็นการปิดฉากไตรมาส 3 ที่สดใสของเศรษฐกิจสิงคโปร์ ซึ่งภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อมั่นว่า ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะสั้น โดยส่งสัญญาณบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังคงเพิ่มการจัดซื้อและการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าต้นทุนการจัดซื้อเฉลี่ยและค่าจ้างจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)